แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Digital Marketing แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Digital Marketing แสดงบทความทั้งหมด
ตัวอย่าง Landing Page

      การเพิ่มยอดขายจากลูกค้าใหม่เป็นเรื่องที่สำคัญต่อธุรกิจ เพราะการที่ธุรกิจมีฐานลูกค้ามากและกว้างย่อมทำให้ยอดขายของธุรกิจมีความมั่นคง และสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 


     ซึ่งในการทำการตลาดดิจิตอลนั้น มีเครื่องมือที่สำคัญในการขยายฐานลูกค้าคือการหารายชื่อผู้มุ่งหวัง หรือ Lead Generation นั่นอง ธุรกิจจำเป็นต้องมีการออกแบบ และมีเนื้อหาที่มีประสิทธิภาพพอที่จะทำให้เกิดแรงจูงใจ 

เทคนิคในการทำ หน้า Landing Page ดังนี้


- ออกแบบเพจให้สวยงามมีสไตล์ และน่าเชื่อถือ
- รูปแบบเพจเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน มีปุ่มหรือลิงค์ให้คลิกน้อยที่สุด
- ใช้ข้อความพาดหัว Headline ที่ดึงดูด
- ทำปุ่ม CTA (Call To Action)  โดยหลีกเลี่ยงคำว่า “Click” หรือ “Submit” โดยให้ใช้คำที่มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน
- ใช้รูปภาพ เหมาะกับข้อความที่กระชับและสามารถกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งได้ จากพฤติกรรมผู้บริโภคในเรื่องของ ตัวกระตุ้นให้เกิดการซื้อได้ คือ FIG PP ซึ่งมีดังนี้

Fear ความกลัว
Imitation การเลียนแบบ
Gain ผลประโยชน์
Pride ความภูมิใจ
Preasure ความสุข

มาดูตัวอย่างการออกแบบ Landing Page ที่มีประสิทธิภาพกัน

รูปด้านล่างนี้ เป็นการอธิบายการออกแบบ Landing Page ที่เขาบอกว่าเป็น “The Perfect Landing Page” จากเว็บไซต์ Indie Game Girl


The Perfect Landing Page

จากรูปด้านบน Landing Page นี้จะมีองค์ประกอบของเพจดังนี้
-Logo
-Social Icon
-Headline
-Call To Action Button
-VDO
-Screenshot
-Features
-Testimonials


     โดยทางเว็บ Indie Game Girl บอกว่าในหน้า Landing Page นั้นไม่ควรมีปุ่ม Navigation ใดๆเพราะอาจจะทำให้ผู้ใช้เกิดสับสนและออกจากเพจไป

ต้วอย่าง Landing Page

ตัวอย่าง Landing Page

       จากตัวอย่าง Landing Page ที่นำมาให้ดูเป็นตัวอย่างนี้ คงพอจะเป็นไอเดียให้ท่าน นำไปออกแบบ Landing Page ของตัวเองได้


      อ้อ… การทำแคมเปญแต่ละโฆษณานั้น ควรจะมีหน้า Landing Page ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งตามสถิติแล้วธุรกิจที่มีหน้า Landing Page มากก็สามารถทำ Lead Generation ได้มากตามไปด้วย และที่สำคัญอีกข้อคือการคิดแคมเปญ ที่สามารถดึงกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน เพื่อทำให้ฐานลูกค้าของธุรกิจขยายออกไปให้กว้างขึ้น ซึ่งจะทำให้การทำยอดขายมีความมั่นคงขึ้น อาจจะเปรียบกับการสร้างอาคารที่มีรากฐานมั่นคงทั้งแนวกว้างและแนวลึก ก็สามารถสร้างอาคารให้มีความสูงมากๆได้อย่างมั่นคง



วันนี้เราจะมาดูว่าจะทำอย่างไรให้ผู้ใช้เรียกดูหน้าเว็บไซต์ของเราแล้วเหมาะสมทั้งการเรียกดูจากคอมพิวเตอร์ หรือเรียกดูจากมือถือ ซึ่งมีวิธีหลากหลายวิธี แต่วันนี้เราจะมาดูกันที่วิธีง่ายๆโดยใช้ Code Redirect Script ให้เรียกดูหน้าเว็บเมื่อเข้าจากอุปกรณ์มือถือหรือคอมพิวเตอร์  อาจทำได้ 2 วิธี คือถ้าเข้าจากมือถือให้เรียก URL หนึ่ง ถ้าเข้าจาก Browser จะไปอีก URL หนึ่ง หรือให้เข้า URL ที่กำหนดเมื่อเรียกดูตาม Screen ที่กำหนดไว้

Mobile Website & Mobile Apps

1. ลำดับแรกเลยคือ ต้องทำหน้าเว็บไว้ 2 แบบคือ

- แบบสำหรับเรียกดูจากคอมพิวเตอร์
- แบบสำหรับเรียกดูด้วยมือถือ

เพื่อความเหมาะสมและความสะดวกในการใช้งานของผู้ใช้ ควรจะออกแบบเว็บไซต์ที่เหมะสมทั้งรูปแบบและฟังชั่นการใช้งาน ที่แตกต่างกันเมื่อเปิดดูด้วยคอมพิวเตอร์และเปิดดูด้วยมือถือ

2. ใส่โค้ดเข้าไปที่หน้าเว็บ (index.html) 

โดยวาง Script ไว้อยู่ระหว่าง กับ  ซึ่งในที่นี้จะนำเสนอ 2 วิธีด้วยกัน ดังนี้

1. Redirect web ไปหน้าสำหรับมือถือ โดยกำหนดแพลตฟอร์มที่ใช้
การทำงานของ Script จะมีขั้นตอนดังนี้
1. เช็คดูว่าเข้าเว็บ Browser จากอุปกรณ์อะไร 
2. ถ้าข้าผ่านโทรศัพท์มือถือ ให้ redirect ไปยังหน้า http://m.yourdomain.com หรือหน้าอื่นที่ต้องการ
3. ถ้าเข้าผ่านคอมพอวเตอร์ ให้ไปที่  http://www.yourdomain.com





2. Redirect web ไปหน้าสำหรับมือถือ โดยกำหนดจากขนาดความกว้าง screen หรือ หน้าจอแสดงผล

การทำงานของ Script จะมีขั้นตอนดังนี้
1. เช็คดูว่าเข้าเว็บ ด้วย Screen เท่าไหร่ 
2. ถ้าข้าด้วย Screenทีน้อยกว่าที่กำหนดไว้ ให้ redirect ไปยังหน้า http://m.yourdomain.com หรือหน้าอื่นที่ต้องการ
3. ถ้าข้าด้วย Screenทีมากกว่ากว่าที่กำหนดไว้ ให้ไปที่  http://www.yourdomain.com





รับทำ Mobile App และ Mobile Website

Mobile App Cycle

ขั้นตอนก่อนจะคิดทำแอพ

ไม่ว่าจะดูตัวเลขสถิติจากอะไรก็แล้วแต่ ดูเหมือนว่าตัวเลขต่างๆเหล่านั้น ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า การตลาดดิจิตอล ต่อจากนี้ไปจะมุ่งไปที่ Mobile Marketing เป็นส่วนใหญ่


และหนึ่งใน Mobile Marketing ที่สำคัญและมีการพูดถึงกันมากก็คือ แอพพลิเคชั่น อย่างนั้นเราลองมาดูถึงวิธีการทำเกี่ยวกับ Mobile App กันว่ามีข้อควรพิจารณาอย่างไรบ้างก่อนคิดจะทำแอพของคุณ


1.กำหนดเป้าหมายในการทำแอพพลิเคชั่น

- ก่อนอื่นใดคุณจำเป็นต้องกำหนดวัตถุประสงค์ในการทำแอพพลิเคชั่นเสียก่อน ว่าจะทำแอพไปเพื่ออะไร อาจจะทำเพื่อการทำ CRM หรือทำเพื่อเป็นช่องทางการจำหน่าย หรือทำเพื่อการสร้างแบรนด์
- โมบาย มาร์เก็ตติ้งอย่างไรดี? จะทำเป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับให้ดาวน์โหลด หรือ จะทำเป็น Mobile Website ก็พอ ตรงนี้คุณก็ต้องคิดก่อนว่าจะทำแค่ไหนดี
- แพลตฟอร์มที่จะใช้ ไม่ว่าจัเป็น iOS Andriod Windows Java หรือ Linux

2. คำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดของคุณ

ลำดับถัดมาก่อนจะเริ่มต้นทำแอพพลิเคชั่น คุณจำเป็นต้องรู้จักกลุ่มเป้าหมายของคุณว่ามีพฤติกรรมเป็นอย่างไร สนใจออะไร รวมถึงภาษาและวัฒนธรรม ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการทำแอพพลิเคชั่น

3. ธุรกิจของคุณจะเกี่ยวข้องอย่างไรได้บ้างกับแอพพลิเคชั่น เช่นจะทำแอพให้ข้อมูล จะทำแอพเกมส์ หรือจะทำแอพที่ช่วยในการใช้งานให้กับผู้ใช้ ตรงนี้ต้องหาทางเชื่อมโยงธุรกิจของคุณกับการใช้งานของผู้ใช้ให้ได้ว่าจะเกี่ยวข้องกันอย่างไร เช่นธุรกิจโรงแรม ทำแอพพลิเคชั่นเพื่อให้เช็คและจองห้องพัก ธุรกิจร้านอาหารมีแอพพลิเคชั่นเพื่อประชาสัมพันธ์และให้ลูกค้าสอบถามและจองโต๊ะหรือสั่งอาหารได้

4. กำหนดงบประมาณในการทำแอพพลิเคชั่น

ตรงนี้ก็ถือว่าสำคัญมากๆ เพราะคุณจำเป็นต้องพิจารณาการลงทุนและผลตอบแทนที่จะได้ว่าคุ้มค่าหรือไม่

5. กำหนดฟังชั่นการใช้งานของแอพ

ให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน

6. เลือกผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่น

ให้ตรงกับความต้องการและงบประมาณ

7. ถึงเวลาลุยกันเลย

8. วางแผนการโปรโมทแอพพลิเคชั่น

9. ปล่อยแอพให้ผู้ใช้ดาวน์โหลด

10. ประเมินผล

ดูจำนวนการดาวน์โหลดและการใช้แอพ

11. หารายได้จากแอพพลิเคชั่นของคุณ

12. ต่อไปก็ต้องติดตามเทคโนโลยี่

เพื่อพัฒนา Mobile Marketing กันต่อไป

รับทำแอพพลิเคชั่น


Mobile apps & Mobile website are both important

      ใครๆก็บอกว่าปี 2015 Mobile Marketing จะมาแรงแซงทุกค่าย และมีความสำคัญต่อทุกๆธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก ซึ่งก็เห็นจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะกวาดสายตาไปตรงไหนก็จะเห็นผู้คนก้มหน้าก้มตามองดูสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ไม่ว่าจะอาชีพใด ต่างก็ใช้เวลาอยู่กับโทรศัพท์มากขึ้นๆทุกวัน แล้วอย่างนี้นักการตลาดหรือเจ้าของธุรกิจทั้งหลายจะมองไม่เห็นโอกาสหรืออย่างไร แน่นอนว่าต้องเห็นอย่างแน่นอน

      และในส่วนของ โมบาย มาร์เก็ตติ้ง ที่ใครๆเค้าพูดถึงกันนั้นก็มีอยู่ 2 ส่วนที่ต้องคำนึงถึงคือ 

- โมบายแอพพลิเคชั่น
- โมบายเว็บไซต์ 

แน่นอนว่าในปัจจุบันเกือบจะทุกธุรกิจต้องมีเว็บไซต์ของตัวเองอยู่แล้ว แต่คงไม่มากนักที่เว็บไซต์นั้น จะเวิร์คเมื่อใช้ดูในโทรศัพท์มือถืออาจจะเป็นเพราะ ไม่ได้เขียนมาเพื่อให้รันได้เหมาะสมกับแพลทฟอร์มของโมบาย ซึ่งที่เห็นๆกันอยู่ เช่น การใช้เทคโนโลยี่ไม่เหมาะกับโมบาย เช่นเว็บไซต์ที่ใช้ Flash เป็นส่วนประกอบ หรือมีองค์ประกอบของเว็บไซต์มากเกินไป ,ตัวหนังสือเล็กเกินไป ก็จะทำให้ไม่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ ดังนั้นทุกธุรกิจที่มีเว็บไซต์จึงจำเป็นที่จะต้องปรับเว็บไซต์ของตัวเองให้เหมาะกับการเปิดบนมือถือด้วย แต่ก็ยังมีตัวเลือกอีกทางสำหรับธุรกิจในการทำ โมบาย มาร์เก็ตติ้งก็คือ แอพพลิเคชั่น 

ธุรกิจที่ไม่ปรับปรุงเว็บไซต์หรือไม่มีโมบายแอพ อาจจะเสียโอกาสไปเหมือนกับสมัยหนึ่งที่บางบริษัทไม่สนใจมีเว็บไซต์ จนไม่สามารถแข่งขันได้ กว่าจะรู้ตัวก็เกือบสายไป ในปัจจุบันนี้ก็เช่นกัน ธุรกิจต้องปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยี่และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

โมบายแอพ และ โมบายเว็บ

แล้วโมบายแอพ กับ โมบายเว็บ ต่างกันอย่างไร ?

     หลายคนที่กำลังคิดจะมีแอพพลิเคชั่นของตัวเองคงเกิดคำถามนี้ขึ้นมาให้ขบคิดกันบ้าง เพราะการจะมีแอพพลิเคชั่น นั้นต้องลงทุนบ้างพอประมาณ อย่างนั้นเราลองมาดูความแตกต่างและเหตุผลที่ธุรกิจจำเป็นต้องมีแอพพลิเคชั่นของตัวเอง

1. Mobile Apps สามารถดูทั้ง ออนไลน์และออฟไลน์ 
2. Mobile Apps มีความยืดหยุ่นสูงกว่า
3. Mobile Apps มีฟังชั่นการแจ้งเตือน (ดีกว่าการใช้อีเมลล์)
4. Mobile Apps จะมี icon ติดอยู่บนหน้าจอผู้ใช้สามารถเรียกใช้ได้ง่ายกว่า
5. การมี โมบาย แอพ เป็นอิมเมจอย่างดีสำหรับธุรกิจ

แค่นี้ก็คงเห็นแล้วว่า การมีโมบาย แอพพลิเคชั่น นั้นแตกต่างจากการมี โมบาย เว็บไซต์อย่างไร จึงไม่น่าแปลกใจเลยทีธุรกิจใหญ่ๆ ต่างก็ทำทั้ง 2 อย่าง คือปรับเว็บไซต์ให้เป็น โมบายเว็บ และการทำ โมบายแอพ ด้วยก็เพราะว่าทั้งคู่นั้นมีความสำคัญกับทุกๆธุรกิจ จริงๆ

รับทำแอพ

ปี 2015 โมบาย มาร์เก็ตติ้ง มาแรง

ทำไม จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการตลาดในปี 2015

1. 80% ของผู้บริโภคใช้มือถือในการค้นหาสินค้า 
2. 54% ของผู้ใช้มือถือเห็นโฆษณาใน แอพพลิเคชั่นบนมือถือ
3. 78% ของร้านค้ามีแผนที่จะลงทุนใน Mobile Marketing
4. ในปี 2012 มี 23% ของจำนวนการคลิกมาจากมือถือ
5. 80% ของผู้ใช้มือถือดาวน์โหลดแอพจากโฆษณา
6. 67% เข้าไปชมเว็บไซต์จากโฆษณา
8. 45% เห็นธุรกิจจาก แผนที่
9. 37% มีการโทรไปสอบถาม

พฤติกรรมการใช้มือถือ

1. 75% ใช้มือถือในห้องนอนด้วย
2. 53% ใช้มือถือค้นหาใน Search Engin
3. 39% ใช้มือถือเล่น Social Network
4. 74% ใช้มือถือหาเส้นทาง

นี่คือข้อมูลจาก CiCeron ซึ่งเป็นข้อมูลจากการสำรวจประชากรชาวอเมริกัน เมื่อปีกว่าๆมาแล้ว ซึ่งถ้าจะนำมาใช้กับคนไทยก็คงใกล้เคียงกัน อาจจะมีความแตกต่างกันบ้างแต่ก็คงไม่มากนัก



ทำแอพพลิเคชั่น

แนวโน้มส่วนผสมทางการตลาด

แนวโน้มส่วนผสมทางการตลาด (ดิจิตอล)  


      ถ้าพูดถึงส่วนผสมทางการตลาด หรือ Marketing Mix ทุกท่านที่ทำงานทางด้านการตลาด หรืออาจจะไม่ต้องทำงานเกี่ยวกับการตลาดหรือการขายก็คงจะรู้กันดีอยู่แล้วว่า ส่วนผสมทางการตลาดนั้นก็คือ 4Ps หรือสมัยใหม่ขึ้นมาหน่อยก็ 4Cs


     4Ps ก็คือ Product Price Place และ Promotion หรือ 4Cs ก็คือ Consumer Need,Consumer  Cost, Convenience, และ  Communications จะเป็น 4Ps หรือ 4Cs ก็แล้วแต่ ในปัจจุบันก็นักการตลาดทั้งหลายก็ยังใช้กันอยู่ เพราะอย่างไรก็แล้วแต่ ในเรื่องส่วนผสมทางการตลาดก็ยังคงเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่จำเป็นเสมอ โดยเฉพาะในยุคนี้ที่การแข่งขันสูงมาก เจ้าของสินค้ายังจำเป็นต้องคำนึงถึงความต้องการของผู้บริโภคทั้งเรื่องของลักษณะและคุณภาพของสินค้า ยังจำเป็นต้องคำนึงถึงราคาหรือความสามารถในการซื้อสินค้าของผู้บริโภคอยู่ และยังต้องคำนึงถึงความสะดวกในการซื้อสินค้าและการสื่อสารหรือการจูงใจให้มีการซื้อสินค้า 

     และเมื่อพูดถึงการสื่อสารและการจูงใจให้มีการซื้อสินค้า ตรงนี้นี่หละครับ ที่ทำให้การตลาดในปัจจุบันให้ความสนใจและใส่ใจมากขึ้น แต่ก่อนเจ้าของสินค้าจะสื่อสารหรือจูงใจให้ผู้บริโภคสนใจและทำให้เกิดการซื้อได้อย่างไรบ้าง ? ลองมาดูเป็นข้อๆกันเลยดีกว่า

1. การโฆษณาประชาสัมพันธ์ในสื่อต่างๆ เช่นทางทีวี ,วิทยุ,นิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ เป็นต้น
2. การจัดกิจกรรม
3. การสื่อสารด้วย แพคเกจจิ้ง
4. และการสื่อสาร ณ. จุดขายโดยพนักงานขาย

      ถ้าเป็นแบรนด์ใหญ่ๆหน่อยก็มีทุกรูปแบบที่กล่าวมา หรืออาจจะมีการสื่อสารที่มากกว่านี้ก็ได้ แต่ถ้าเป็นแบรนด์เล็กๆ มีงบโฆษณาประชาสัมพันธ์ ไม่มากนักก็คงทำอะไรได้ไม่มากนัก

    แต่ในปัจจุบันนี้ เป็นยุคของการสื่อสารแบบไร้ขีดจำกัด การสื่อสารในวงกว้างไม่ได้ถูกจำกัดแค่ว่าต้องใช้งบมากๆในการโฆษณาทางทีวีหรือสื่อสิ่งพิมพ์อีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าแบรนด์เล็กหรือแบรนด์ใหญ่ก็หันมาใช้ Digital Marketing กันเกือบหมดแล้ว เราลองมาดูกันว่า Promotion หรือ Communications ที่เป็นหนึ่งในส่วนผสมทางการตลาด ที่มีความสำคัญมากขึ้นนั้น แยกเป็นอะไรกันบ้าง มาดูกัน

1. SEO

2. Content

3. Email

4. Social Media

5. Events


โดยที่ทั้งหมดนี้ มีแนวโน้มเป็นดังนี้

SEO ยังคงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆอยู่ดี เพราะการที่ผู้บริโภคจะได้รับข่าวสารเกี่ยวกับสินค้าและอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม รายการโปรโมชั่น จากเว็บไซต์ก็ต้องผ่านมาทางการค้นหาจาก Google หรือ Search Engine อื่นๆ
 
Consumer, Cost, Convenience, Communications

Content ในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าบริษัทใหญ่หรือเล็ก ก็หันมาใช้กลยุทธ์ในการสร้าง Content กันมากขึ้นๆ ทุกวัน ซึ่งปัจจุบันนี้ก็จะใกล้ๆ 50% หรือจะครึ่งหนึ่งอยู่แล้ว ดังนั้นบริษัทไหนที่ยังไม่สนใจจะทำ Content Markrting ระวังจะล้าหลังเค้านะครับ

Email ก็ยังเป็นอะไรที่สำคัญและใช้ได้ผลเสมอในการเสนอขายสินค้า และเดี๋ยวนี้ก็รวมถึง ปุ่มแชร์ข้อมูลไปใน Social Media อีกด้วยที่มีความสำคัญมากขึ้นๆทุกวัน

Social Media มีแนวโน้มที่บริษัทต่างๆจะมาทุ่มงบโฆษณาใน Social Media ต่างๆมากขึ้น

Events ในการค้าแบบ B2B (Business กับ Business) การใช้ Content Marketing ร่วมกับ Events Marketing มีแนวโน้มที่จะถูกนำมาใช้รวมกันเพิ่มขึ้น

    ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นแนวโน้มของการใช้สื่อดิจิตอลต่างๆ ของบริษัทไม่ว่าจะเป็นบริษัทเล็กหรือใหญ่ และไม่ว่าจะใช้เพื่อวัตถุประสงค์อะไร จากที่ผ่านมาเห็นได้ชัดเจนอยู่แล้วว่าการใช้ Digital Marketing นั้นมีความสำคัญเพิ่มขึ้นๆ แต่ก็ดูเหมือนว่า หลายๆบริษัทอาจจะยังไม่เข้าใจ หรืออาจยังไม่เห็นความสำคัญ เหมือนยุคหนึ่งที่อินเตอร์เน็ตเพิ่งเข้ามาไม่นานนัก หลายบริษัทไม่สนใจที่จะมีเว็บไซต์ของตัวเอง บริษัทที่ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้คงต้องกลับมาทบทวนเทรนด์หรือแนวโน้มกันให้ดีๆ แล้วหละ

https://www.facebook.com/content2marketing





STIMULUS-ZMOT-FMOT-SMOT

     ในยุคปัจจุบัน ต้องบอกว่าเกือบทุกคนใช้ Social Media กันหมดแล้ว ไม่มีใครไม่ใช้ facebook หรือว่า Instagram หรืออย่างน้อยก็ต้องดู VDO Youtube กันบ้างหละ หรือการค้นหาข้อมูลจาก Google ดังนั้นในปัจจุบันนี้ ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆได้อย่างง่ายดาย ซึ่งรวมถึงข้อมูลที่เป็นโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าด้วย


     ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า การจะนำโฆษณาสินค้าไปให้ถึงผู้บริโภคนั้น ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ?...
จะบอกว่าอย่างนั้นก็ไม่ผิด แต่จริงๆแล้วก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสักเท่าใดนัก เพราะข้อมูลต่างๆที่มีให้ค้นหานั้น มากมายมหาศาล และผู้บริโภคก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกเสพข้อมูลอย่างอิสระ สามารถเลือกที่จะดูหรือไม่ดูได้ สามารถเลือกที่จะอ่านหรือไม่อ่านได้ เพราะฉะนั้นการที่จะะทำสื่อโฆษณาเพื่อให้ผู้บริโภคสนใจ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ ในการทำ Zero Marketing หรือ Zero paid media นี้

เพื่อให้เห็นภาพชัดๆ เราลองมาเปรียบเทียบถึงพฤติกรรมผู้บริโภคใน 2 ยุคกันสักนิดก่อนครับ

1.  การตลาดก่อนยุคดิจิตอล

 แต่ก่อนที่จะมาถึงยุคคิจิตอล ผู้บริโภคจะซื้อสินค้าสักอย่างหนึ่ง จะได้แรงบันดาลใจมาจากไหนกัน ? ส่วนใหญ่ก็ได้จากการเห็ฯโฆษณาทางทีวี หรือทางสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆเช่น หนังสือพิมพ์,นิตยสารต่างๆ หรือที่เรียกว่า Traditional Advertising ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก และอีกอย่างหนึ่งที่ไม่มีค่าใช้จ่ายคือการตลาดแบบปากต่อปาก คือมีการพูดถึงสินค้าที่มีคุณภาพดี ใช้แล้วได้ผลดีเลยมีการบอกต่อๆกันไป  หลังจากที่ได้รับแรงบันดาลใจแล้ว การจะตัดสินใจซื้อสินค้านั้นๆ จุดสำคัญอยู่ที่ FMOT หรือ First Moment of Truth คือการตัดสินใจซื้อ ณ.จุดขาย ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้า บริษัทเจ้าของสินค้าจะพัฒนาตรงจุดนั้นให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น การหีบห่อ ,พนักงานขาย ,โปรโมชั่นหรือกิจกรรมทางการตลาดทั้งหลายแหล่ และเมื่อผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าแล้ว ก็จะมาถึง SMOT หรือ Second Moment of Truth ซึ่งก็คือความชอบหรือไม่ชอบสินค้าจากการใช้สินค้าแล้ว ซึ่งถ้าใช้แล้วดีก็จะนำไปสู่การบอกต่อนั่นเอง ในยุคแรกนี้ จะเห็นว่ายังไม่มี FMOT เพราะว่ายุคนี้นั้นการเข้าถึงข้อมูลต่างๆไม่ง่ายดายเหมือนในยุคนี้

2. การตลาดในยุคดิจิตอล

อย่างที่บอกว่า ยุคนี้การเข้าถึงข้อมูลต่างๆง่ายดายมาก รวมถึงการเข้าถึงโฆษณา หรือการบอกต่อๆกันไปทาง Social Media ที่เรียกว่า Viral นั่นทำให้การสร้างแรงบันดาลใจที่จะต้องการใช้สินค้าทำได้ง่ายขึ้นและขยายไปในวงกว้างขึ้น และจากการเข้าถึงข้อมูลที่ง่ายขึ้นนั่นเองที่ทำให้เกิด ZMOT หรือ Zero Moment of Truth ซึ่งก็คือการหาประสบการณ์การใช้สินค้าก่อนจะตัดสินใจซื้อ และทำให้ FMOT ลดความสำคัญลงไปในยุคดิจิตอลนี้ เพราะผู้บริโภคจะหันมาซื้อทางออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ 

       จากพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิตอลนี้ จะเห็นว่าคนเราต้องการจะทำอะไร หรือต้องการสินค้าอะไร ส่วนใหญ่ก็จะค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆทางอินเตอร์เน็ตก่อน แล้วก็จะไปเจอบทความต่างๆที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นบทความที่เป็นโฆษณา บทความที่เป็นรีวิวสินค้า บทความที่เป็นการแสดงความคิดเห็นในเว็บบอร์ด หรือเจอเนื้อหาที่เป็น VDO ใน youtube หรือที่เป็นรูปภาพ และไม่ว่าจะเป็นข้อมูลแบบไหน จากที่ไหนก็ตาม นั่นเป็นข้อมูลที่ผู้บริโภคจะนำมาใช้เป็นข้อพิจารณาในการตัดสินใจซื้อทั้งสิ้น ทั้งข้อมูลในด้านบวกและด้านลบ

    นี่เองคือที่มาของ Digital Marketing จนถึง Zero Marketing สำหรับเจ้าของสินค้าหรือบริการใดๆ ที่ต้องการทำการตลาดออนไลน์ ต้องการสร้างแรงบันดาลใจต่อการใช้สินค้า และต้องการสร้างประสบการณ์ให้กับผู้บริโภคก่อนจะใช้สินค้าจริงๆ แบบไม่ต้องเสียเงินในการโฆษณากับสื่อใดๆ ที่เรียกว่า Zero paid media ที่มีอยู่เช่น Social Media ต่างๆ ( facebook ,Instagram , Youtube , Blog , .....) 

    แต่การจะทำ Zero Paid Media ให้ได้ผลนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสักเท่าใดนัก จำเป็นต้องมีการวางแผน ต้องมีการวิเคราะห์ ต้องมีกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ ต้องมีขั้นตอนที่แยบยล จึงจะประสบความสำเร็จได้

     ดังนั้นที่ว่าเป็น Zero Marketing หรือการทำการตลาดแบบไม่ต้องลงทุนนั้น จริงๆก็ทำได้ แต่ถ้าจะทำให้ประสบความสำเร็จนั้นจำเป็นต้องใช้เวลาพอสมควร หรือบางครั้งมันก็จำเป็นที่อาจจะต้องจ้างนักการตลาดที่มีความรู้หรืออาจต้องลงทุนจ้าง Outsource มาช่วย แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่าอย่างไรก็ยังใช้งบประมาณน้อยกว่าที่จะไปลงโฆษณาในแบบเดิมๆ และได้ผลมากกว่าอีกด้วย ...


https://www.facebook.com/Content2Marketing
http://www.Content2marketing.com/
#Content2Marketing










Digital Marketing Objective


บทสรุป Digital Marketing ตอนที่ 3

Digital Marketing Online Marketing Internet Marketing .... ต่างกันอย่างไร ?


       ตอนที่แล้วเราถึงเรื่องการกำหนดวัตถุประสงค์ของการทำ Digital Marketing ที่ไม่ใช่เรื่องเดียวกับเป้าหมายยอดขายที่เพิ่มขึ้น ก่อนจะพูดเรื่องวัตถุประสงค์ของการทำ Digital Marketing เราต้องเข้าใจก่อนว่า Digital Marketing นั้นก็คือภาพรวมของการทำการตลาดทาง Internet แต่.... เราไม่เรียกกว่า Internet Marketing เพราะว่า Digital Marketing กว้างกว่านั้น ! 


     ที่ว่ากว้างกว่า Internet Marketing นั้นก็คือ Digital Marketing นั้นรวม Internet Marketing เข้าไปด้วย และรวมถึง Mobile Marketing รวมถึง Tele Marketing เข้าไปด้วย ถ้ายิ่งอธิบายมากอาจจะยิ่งงงมากขึ้น ถ้าจะให้เข้าใจง่ายขึ้นเราต้องมาแยกการทำการตลาดดิจิตอลออกเป็นส่วนๆกันดีกว่า ว่ามีอะไรกันบ้าง ?



Digital Marketing  > Content Marketing

1. Online Marketing (Internet Marketing)
- Social Media Marketing
- SEO Marketing
- Email Marketing
- Online Ads

2. Offline Marketing
- Tele Marketing (Inbound ,Outbound)
- Mobile Marketing (SMS , Line, Apps)
- Direct Mail
- Advertising

      จะเห็นว่าการทำ Digital Marketing นั้นรวมทั้งหมดของการทำการตลาดทางเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ โดยมีการทำ Content Marketing เข้ามามีบทบาทกับทุกส่วน ดังนั้นวัตถุประสงค์ของการทำ Digital Marketing ก็คือวัตถุประสงค์เดียวกับ Content Marketing นั่นเอง แต่มีเป้าหมายที่การเพิ่มยอดขายเป็นตัวชี้วัด

     นักการตลาดที่ทำ Digital Marketing จะต้องเห็นภาพรวมทั้งหมดก่อน และกำหนดส่วนประกอบทุกอย่าง ให้ไปในทิศทางเดียวกัน ให้ประสานกัน และทำให้แต่ละส่วนเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน โดยมุ่งไปที่จุดหมายปลายทาง ตามแต่พฤติกรรมของผู้บริโภคว่าจะตัดสินใจซื้อสินค้า เพราะอะไร ?

     ดังนั้นการทำ Digital Marketing จึงมีความสำคัญตรงที่ จะต้องกำหนดวัตถุประสงค์ให้กับส่วนประกอบต่างๆ โดยมีเป้าหมายที่การเพิ่มยอดขาย นั่นเอง

แล้ว Contemt Marketing คืออะไรกันแน่ ?
ติดตามตอนต่อไปครับ

Digital Marketing Process

บทสรุป Digital Marketing ตอนที่ 2

บริษัทจะเริ่มทำ Digital Marketing อย่างไร ?

        ก่อนที่จะเริ่มทำ Digital Marketing อย่างเป็นระบบ ก็ต้องมาทำความเข้าใจภาพรวมกันก่อนว่า Digital Marketing ก็คือแผนการตลาดอย่างหนึ่งนั่นเอง และในเมื่อเป็นการทำการตลาด พื้นฐานเลยก็ต้องมีจุดประสงค์เพื่อ ทำให้สินค้าขายได้ อย่างไรก็ตามเมื่อมีการลงทุนทางด้านการตลาดแล้ว ผู้บริหารหรือเจ้าของสินค้า ก็ต้องคาดหวังว่าจะมีรายได้กับเข้ามา คุ้มค่ากับเงินที่เสียไป ซึ่งอันที่จริงก็ถูกต้องหละครับ คนที่ทำการตลาดทุกคนก็ต้องคาดหวังแบบนั้นเหมือนกัน 


      จะบอกว่าผลงานการทำ Digital Marketing อยู่ที่ยอด View ยอด Like หรือการเพิ่ม Website Traffic ได้มากมายขนาดไหนก็แล้วแต่ แต่ถ้าไม่มีการซื้อที่เกิดจากการทำ Digital Marketing เลย หรือมีเข้ามาน้อย นั่นหมายถึงการทำการตลาดที่ไม่มีประสิทธิภาพ ผู้บริหารหลายคนอาจจะคิดว่า การใช้งบประมาณไม่มากแต่ได้ผลไม่คุ้มค่า สู้ทุ่มงบประมาณทำโฆษณาลงทีวี แล้วได้ผลทางด้านยอดขายกลับมายังดีเสียกว่า

     ผมว่าก็ถูกนะ การลงทุนทางธุรกิจ ก็ต้องดูผลตอบแทนจากการลงทุนทั้งนั้นหละ อะไรที่ลงทุนแล้วไม่คุ้มค่าก็ต้องถูกตัดออกไปจากแผนธุรกิจ ไม่อย่างนั้นบริษัทก็คงอยู่ไม่ได้ ถ้ามัวไปทุ่มเงินกับสิ่งที่ได้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า 


     อย่างนั้นแล้ว บริษัทจะเริ่มทำ Digital Marketing อย่างไร ? ถ้าผมบอกว่า ก็เริ่มจากการกำหนดยอดขายที่เพิ่มขึ้น !!! นักการตลาดดิจิตอล คงต้องว่าผมบ้างหละ แต่เราต้องยอมรับกันว่า ยอดขายที่เพิ่มขึ้นมันจำเป็นจริงๆ ดังนั้นคุณต้องประเมินยอดขายของบริษัทก่อน ต้องพยากรณ์ยอดขายล่วงหน้าในอีก 3 - 6 เดือน ที่ไม่ได้ทำ Digital Marketing และประเมินว่าถ้าทำ Digital Marketing แล้วยอดขายจะเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ? มาจากไหน ? และมาอย่างไร ? ตรงนี้สำคัญนะครับ 


     จากนั้นเราก็มาเริ่มกระบวนการทำ Digital Marketing กันเลยครับ โดยเริ่มจากการกำหนดวัตถุประสงค์กัน บางคนอาจจะสงสัยว่า เป้าหมายการเพิ่มยอดขายกับวัตถุประสงค์การทำ น่าจะเป็นอันเดียวกันนะ ? ต้องบอกว่าไม่ใช่ครับ วัตถุประสงค์ในการทำ Digital Marketing นั้นอาจจะไม่ใช่การเพิ่มยอดขายโดยตรง แต่ทุกวัตถุประสงค์สามารถนำมาซึ่งยอดขายที่เพิ่มขึ้นได้


เอ๊ะ !!! อย่างไรกันติดตามตอนต่อไปครับ

Digital Marketing Overview

Digital Marketing Overview

บทสรุป Digital Marketing ตอนที่ 1

ทำไมธุรกิจต้องทำ Digital Marketing ?

       อย่างที่รู้กันว่า เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอลเต็มรูปแบบ ไม่ว่าอะไรๆ ก็เป็นดิจิตอลกันหมดแล้ว สิ่งที่อยู่รอบๆตัวเรา โทรศัพท์ ,นาฬิกา ,ทีวี ,รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด เป็นดิจิตอลกันหมด พฤติกรรมของคนก็เปลี่ยนไป ตามความรวดเร็วของการติดต่อสื่อสาร ปัจจุบันคนเราสามารถค้นหาข้อมูลได้อย่างรวดเร็วด้วย Google สามารถรับข่าวสารสาธารณะและข่าวสารส่วนบุคคลได้ทาง Social Media ต่างๆ เช่น Facebook ,Twitter ,Instagram และสามารถสื่อสารถึงกันทั้งส่วนตัวหรือเป็นกลุ่ม ด้วย Line และ application ที่เกิดใหม่อีกมากมาย และเชื่อได้เลยว่า ยังมีตามมาอีกมากแน่นอน

       ในทางธุรกิจการค้าขาย เดี๋ยวนี้ผู้บริโภคไม่ต้องลองผิดลองถูกกับสินค้าอีกต่อไป ทุกคนสามารถหาประสบการณ์การใช้สินค้าจากทางอินเตอร์เนตได้ ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสินค้า ดังนั้นธุรกิจก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้บริโภคด้วย สินค้าแบรนด์ไหนก็สามารถเข้าถึงตัวผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น แต่การสร้างประทับใจ หรือสร้างประสบการณ์เกี่ยวกับตัวสินค้า ให้ผู้บริโภครับรู้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย

       เหมือนในยุคหนึ่งที่ทุกคนต้องดูทีวี ช่อง 3 ,5 ,7 ,9 ,11 เท่านั้น และเจ้าของสินค้าแบรนด์ใหญ่ก็จำเป็นต้องลงโฆษณาในทีวี ถ้าต้องการให้คนส่วนใหญ่รู้จักสินค้าของตัวเอง แต่การโฆษณาในสมัยนั้นก็ใช่ว่า คนที่ดูทีวีจะสนใจเสมอไป เพราะทุกคนมีทางเลือกในการเปลี่ยนช่องไปดูช่องอื่นๆได้ คนทำโฆษณาจึงต้องคิดเนื้อหาโฆษณาให้น่าสนใจ เพื่อให้คนดูทีวี ไม่เปลี่ยนช่องหนีไปไหน นั่นขนาดมีไม่กี่ช่องเองนะครับ แล้วในปัจจุบันนี้หละ คนยิ่งมีทางเลือกมากกว่าแต่ก่อนมหาศาล เว็บไซต์มีเป็นล้านๆ เฟซบุ๊ค ทวตเตอร์ อืนสตาแกรม ก็สามารถเลือกที่จะดูสิ่งที่สนใจเท่านั้นได้


      ดังนั้นการสร้างเนื้อหา หรือ Content ที่น่าสนใจหรือโดนใจเท่านั้น ที่จะดึงความสนใจของคนใช้อินเตอร์เนตได้ และต้องต่อเนื่อง ต้องมีหลายรูปแบบ และต้องเผยแพร่หลายๆช่องทาง ที่หลายๆองค์กรกำลังสนใจในเรื่องของ Content Marketing นั่นเอง 


ในเรื่องของ Digital Marketing นั้นมีหลายๆบทสรุป แล้วแต่มุมมองของแต่ละคนแต่ก็ไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่ สำหรับผมขออธิบายว่า Digital Marketing ก็คือการทำการตลาดที่ทำให้กลุ่มเป้าหมาย เข้ามาหาสินค้าเอง หรืออาจจะเจอโดยไม่ตั้งใจ (แต่เป็นเจตนาของสินค้า) และเกิดความสนใจ ได้รับประสบการณ์จากสินค้า ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสินค้านั้น และติดตามสินค้านั้นๆต่อไป



นี่แหละคือ Digital Marketing !
ตอนต่อไป บริษัทจะเริ่มทำ Digital Marketing อย่างไร ?






Ple_Chokchai Follow me on Twitter!