แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ SEO แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ SEO แสดงบทความทั้งหมด
ตัวอย่าง Landing Page

      การเพิ่มยอดขายจากลูกค้าใหม่เป็นเรื่องที่สำคัญต่อธุรกิจ เพราะการที่ธุรกิจมีฐานลูกค้ามากและกว้างย่อมทำให้ยอดขายของธุรกิจมีความมั่นคง และสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 


     ซึ่งในการทำการตลาดดิจิตอลนั้น มีเครื่องมือที่สำคัญในการขยายฐานลูกค้าคือการหารายชื่อผู้มุ่งหวัง หรือ Lead Generation นั่นอง ธุรกิจจำเป็นต้องมีการออกแบบ และมีเนื้อหาที่มีประสิทธิภาพพอที่จะทำให้เกิดแรงจูงใจ 

เทคนิคในการทำ หน้า Landing Page ดังนี้


- ออกแบบเพจให้สวยงามมีสไตล์ และน่าเชื่อถือ
- รูปแบบเพจเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน มีปุ่มหรือลิงค์ให้คลิกน้อยที่สุด
- ใช้ข้อความพาดหัว Headline ที่ดึงดูด
- ทำปุ่ม CTA (Call To Action)  โดยหลีกเลี่ยงคำว่า “Click” หรือ “Submit” โดยให้ใช้คำที่มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน
- ใช้รูปภาพ เหมาะกับข้อความที่กระชับและสามารถกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งได้ จากพฤติกรรมผู้บริโภคในเรื่องของ ตัวกระตุ้นให้เกิดการซื้อได้ คือ FIG PP ซึ่งมีดังนี้

Fear ความกลัว
Imitation การเลียนแบบ
Gain ผลประโยชน์
Pride ความภูมิใจ
Preasure ความสุข

มาดูตัวอย่างการออกแบบ Landing Page ที่มีประสิทธิภาพกัน

รูปด้านล่างนี้ เป็นการอธิบายการออกแบบ Landing Page ที่เขาบอกว่าเป็น “The Perfect Landing Page” จากเว็บไซต์ Indie Game Girl


The Perfect Landing Page

จากรูปด้านบน Landing Page นี้จะมีองค์ประกอบของเพจดังนี้
-Logo
-Social Icon
-Headline
-Call To Action Button
-VDO
-Screenshot
-Features
-Testimonials


     โดยทางเว็บ Indie Game Girl บอกว่าในหน้า Landing Page นั้นไม่ควรมีปุ่ม Navigation ใดๆเพราะอาจจะทำให้ผู้ใช้เกิดสับสนและออกจากเพจไป

ต้วอย่าง Landing Page

ตัวอย่าง Landing Page

       จากตัวอย่าง Landing Page ที่นำมาให้ดูเป็นตัวอย่างนี้ คงพอจะเป็นไอเดียให้ท่าน นำไปออกแบบ Landing Page ของตัวเองได้


      อ้อ… การทำแคมเปญแต่ละโฆษณานั้น ควรจะมีหน้า Landing Page ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งตามสถิติแล้วธุรกิจที่มีหน้า Landing Page มากก็สามารถทำ Lead Generation ได้มากตามไปด้วย และที่สำคัญอีกข้อคือการคิดแคมเปญ ที่สามารถดึงกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน เพื่อทำให้ฐานลูกค้าของธุรกิจขยายออกไปให้กว้างขึ้น ซึ่งจะทำให้การทำยอดขายมีความมั่นคงขึ้น อาจจะเปรียบกับการสร้างอาคารที่มีรากฐานมั่นคงทั้งแนวกว้างและแนวลึก ก็สามารถสร้างอาคารให้มีความสูงมากๆได้อย่างมั่นคง



วิเคราะหื Keywords

หลายคนคงคิดอยากจะเปิดร้านขายของออนไลน์กันบ้าง บางคนก็ขายทาง facebook บ้างก็ขายใน Instagram และมีบ้างที่เปิดเว็บไซต์ขาย แต่รู้สึกเหมือนจะยังมีอยู่น้อยมาก ซึ่งจริงๆแล้วการเปิดขายออนไลน์บนเว็บไซต์ เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เพราะอย่างไรก็ตามความน่าเชื่อถือในการขายของออนไลน์ยังอยู่บนเว็บไซต์มากกว่า โซเชียลเน็ตเวิร์คอยู่ดี และการที่คนส่วนใหญ่จะเจอ จะเห็นสินค้าอะไรก็ตามยังคงต้องพึ่งพาการค้นหาใน Search Engine อย่าง Google หรือ Yahoo กันอยู่ ดังนั้นถ้าคิดจะเปิดร้านขายของออนไลน์ก็จำเป็นที่จะต้องมีเว็บไซต์กัน อาจจะเป็นเว็บไซต์ที่ทำเอง (ถ้ามีความรู้ในการเขียนเว็บ) หรือเป็นเว็บไซต์สำเร็จรูปก็ได้ หรืออาจจะเป็น เว็บบล็อกก็โอเคอยู่


ปัญหาคือเมื่อมีเว็บไซต์ขายของแล้วจะทำอย่างไรให้ติดอันดับใน Google ?


การขายของบน โซเชียลเน็ตเวิร์คนั้นทำได้ง่ายกว่าการทำเว็บไซต์แน่นอน แต่การหาลูกค้าบนโซเชียลเน็ตเวิร์ค นั้นจะอยู่ในวงจำกัดกว่ามาก ลองคิดดูนะครับว่า เพื่อน เพื่อนของเพื่อน เพื่อนของเพื่อนของเพื่อน หรือคนที่เราไปชวนให้มาถูกใจหน้าเพจนั้น จะมีเท่าไหร่และในจำนวนนั้นจะมีเท่าไหร่ที่ต้องการสินค้าของเรา มีเท่าไหร่ที่เชื่อใจในสินค้าและร้านค้าของเรา อาจจะมีบ้างแต่ก็ยังอยู่ในวงจำกัดอยู่ดี แต้ถ้าเมื่อไหร่ที่เว็บไซต์ของเราติดอันดับดีๆใน Google และใน Keywords ที่ถูกต้อง นั่นก็จะทำให้คนที่กำลังมองหาสินค้าที่เราขายเข้ามายังเว็บไซต์ของเรา หลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับข้อมูลแล้วหละว่าจะจูงใจให้เกิดการซื้อขายกันได้หรือไม่ วันนี้เราจะมาวิเคราะห์ในเชิงเทคนิคการหา Keywords กันกับการขายอาหารเสริมออนไลน์

ถ้าคุณขายอาหารเสริมประเภท ลดน้ำหนักและทำให้ผิวขาว จะใช้ Keywords คำว่าอะไรดี ?


1.เริ่มจากเปรียบเทียบ Keywords ก่อน


- ในที่นี้ขอคัดมา 3 คำคือ อาหารเสริม ,ลดน้ำหนักและผิวขาว
- จากนั้นก็ไปที่ Google Trends (สำรวจ) แล้วพิมพ์ Keywords ที่ต้องการเปรียบเทียบ
- ตรวจสอบทั้งแบบหลายๆปี และแบบใน 1 ปี ,ใน 1 เดือน เพื่อให้เห็น Trend ชัดๆ

รูปกราฟแสดงการเปรียบเทียบแบบหลายๆปีใน Keywords ที่ต้องการ
รูปกราฟแสดงการเปรียบเทียบแบบ 1 ปีใน Keywords ที่ต้องการ
รูปกราฟแสดงการเปรียบเทียบแบบรายเดือนใน Keywords ที่ต้องการ
- จากรูปที่แสดงทั้ง 3 รูปนี้จะเห็นว่าถ้าดูจาก Trend ทั้งหมด Keyword คำว่า "ลดน้ำหนัก" เป็น Keyword ที่มีการค้นหากันมากที่สุด แต่ถ้าดูจากช่วงเวลาในระยะหลังๆและแนวโน้มที่จะเป็นแล้ว Keyword คำว่า "อาหารเสริม" กลับมีการค้นหาที่น่าสนใจกว่า

ถ้าอย่างนั้นแล้วก็ใช้ Keyword "อาหารเสริม" เลยละกัน

ยังก่อนครับ ตอนนี้เรามีคำว่า อาหารเสริม อยู่ในใจแล้ว แต่จะให้ดีคงจะต้องมาวิเคราะห์ต่อกันอีกนิดว่า แล้ว Keywords แต่ละตัวนั้นมีการค้นหากันมากขนาดไหน รวมถึงมีคู่แข่งเท่าไหร่ด้วยก็น่าจะดีกว่า เราไปดูกันต่อเลยครับ

2. ดูปริมาณการค้นหาของ Keywords 


- ใช้เครื่องมือของ Google อย่าง Google Adwords Keywords Planner ให้มีประโยชน์
- ดูปริมาณการค้นหาของคนใน Keywords ที่สนใจว่ามีปริมาณการค้นหาเป็นอย่างไร

รูปภาพแสดงปริมาณการค้นหาคำว่า อาหารเสริม ใน Google

รูปภาพแสดงปริมาณการค้นหาคำว่า ลดน้ำหนัก ใน Google

รูปภาพแสดงปริมาณการค้นหาคำว่า ผิวขาว ใน Google
- จากรูปภาพ จะเห็นว่าปริมาณการค้นหาใน Google คำว่า อาหารเสริม ,ลดน้ำหนัก และผิวขาว ในรอบปีที่ผ่านมาเฉลี่ยแล้วเป็น 22,000 ,18,000 และ 12,000 โดยประมาณตามลำดับ นั่นแสดงว่าคำที่น่าจะนำมาเป็น Keyword มากที่สุดคือ "อาหารเสริม"

3. ต่อไปมาวิเคราะห์ Keyword "อาหารเสริม" แบบลงรายละเอียดกันว่า จะเป็นอาหารเสริมอะไรดี


- ที่  Google Adwords Keywords Planner เค้ามีเครื่องมือดูแนวคิด Keyword ที่สนใจว่าจะเป็นคำว่าอะไรดี ลองดูตามภาพด้านล่างนี้ครับ



แนวคิดคำหลัก ที่น่าสนใจ 1

แนวคิดคำหลัก ที่น่าสนใจ 2
- จากภาพจะเห็นว่ามี คำที่น่าสนใจคือว่าอาหารเสริมลดน้ำหนัก มีปริมาณการค้นหาเฉลี่ย 22,000 ครั้ง และมีการแข่งขันสูง และคำว่า อาหารเสริมลดน้ำหนักยี่ห้อไหนดี มีปริมาณการค้นหา 1,300 ครั้งและมีการแข่งขันปานกลาง
- ดูรายละเอีนดการวิเคราะห์ได้ที่ https://docs.google.com 

3. ลองไปเสิร์ชหาใน Google กัน


การค้นหาคำว่า อาหารเสริมใน Google

การค้นหาคำว่า อาหารเสริมลดน้ำหนักใน Google
- จากภาพจะเห็นว่า เมื่อค้นหาคำว่า "อาหารเสริม" ใน Google จะมีเว็บไซต์ที่แสดงประมาณ 1 ล้าน 6 แสนกว่า ส่วนคำว่า "อาหารเสริมลดน้ำหนัก" มีปริมาณเว็บไซต์ที่แสดง 2 ล้าน 7 แสนกว่าๆ (การแสดงผลนี้ในการเสิร์ชแต่ละครั้งอาจแตกต่างกันอยู่บ้าง) หมายความว่ามีเว็บไซต์ที่ใช้ Keywords คำว่า อาหารเสริม และ ลดน้ำหนัก มากกว่าคำว่า อาหารเสริม อย่างเดียว


ถ้าอย่างนั้นแล้วจะใช้ Keyword หลักด้วยคำว่าอะไรดี ?


จริงๆแล้วการหา Keywords ที่เหมาะสมนั้นยังมีอะไรให้คิดและวิเคราะห์มากกว่านี้ เช่นผลิตภัณฑ์ มีอะไรบ้าง ราคาเท่าไหร่ กลุ่มเป้าหมายคือใคร วิธีคิดวิธีเลือกสินค้าของกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างไร รวมถึง Keywords ที่จะใช้อย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว

เมื่อจะเลือกใช้ Keywords อะไร สิ่งที่จะต้องคำนึงถึงมี 2 มิติคือ


1. จะทำให้ติดอันดับในหน้าแรกของ Google ได้หรือไม่ ยากขนาดไหน
2. กลุ่มเป้าหมายที่คิดจะซื้อสินค้า เค้าคิดอย่างไรและจะค้นหาคำใด


ทำแอพ

Free Web Submission

เพิ่ม ไซต์ของคุณกับ Search Engine กว่า 20 แห่งเพื่อการทำ SEO



1. กรอกที่อยู่ เว็บไซต์ ( เช่น  http://www.content2marketing.com/ )
2. ใส่ชื่อ เว็บไซต์
3. ใส่ Email
4. อย่าลืม ติ๊กตรง Agree to terms
5. อย่าลืม Confirm สำหรับ Serch Engine ที่ต้องให้ Confirm ด้วยครับ


https://www.facebook.com/content2marketing


Submit Your Site To The Web's Top 50 Search Engines for Free!
STIMULUS-ZMOT-FMOT-SMOT

     ในยุคปัจจุบัน ต้องบอกว่าเกือบทุกคนใช้ Social Media กันหมดแล้ว ไม่มีใครไม่ใช้ facebook หรือว่า Instagram หรืออย่างน้อยก็ต้องดู VDO Youtube กันบ้างหละ หรือการค้นหาข้อมูลจาก Google ดังนั้นในปัจจุบันนี้ ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆได้อย่างง่ายดาย ซึ่งรวมถึงข้อมูลที่เป็นโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าด้วย


     ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า การจะนำโฆษณาสินค้าไปให้ถึงผู้บริโภคนั้น ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ?...
จะบอกว่าอย่างนั้นก็ไม่ผิด แต่จริงๆแล้วก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสักเท่าใดนัก เพราะข้อมูลต่างๆที่มีให้ค้นหานั้น มากมายมหาศาล และผู้บริโภคก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกเสพข้อมูลอย่างอิสระ สามารถเลือกที่จะดูหรือไม่ดูได้ สามารถเลือกที่จะอ่านหรือไม่อ่านได้ เพราะฉะนั้นการที่จะะทำสื่อโฆษณาเพื่อให้ผู้บริโภคสนใจ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ ในการทำ Zero Marketing หรือ Zero paid media นี้

เพื่อให้เห็นภาพชัดๆ เราลองมาเปรียบเทียบถึงพฤติกรรมผู้บริโภคใน 2 ยุคกันสักนิดก่อนครับ

1.  การตลาดก่อนยุคดิจิตอล

 แต่ก่อนที่จะมาถึงยุคคิจิตอล ผู้บริโภคจะซื้อสินค้าสักอย่างหนึ่ง จะได้แรงบันดาลใจมาจากไหนกัน ? ส่วนใหญ่ก็ได้จากการเห็ฯโฆษณาทางทีวี หรือทางสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆเช่น หนังสือพิมพ์,นิตยสารต่างๆ หรือที่เรียกว่า Traditional Advertising ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก และอีกอย่างหนึ่งที่ไม่มีค่าใช้จ่ายคือการตลาดแบบปากต่อปาก คือมีการพูดถึงสินค้าที่มีคุณภาพดี ใช้แล้วได้ผลดีเลยมีการบอกต่อๆกันไป  หลังจากที่ได้รับแรงบันดาลใจแล้ว การจะตัดสินใจซื้อสินค้านั้นๆ จุดสำคัญอยู่ที่ FMOT หรือ First Moment of Truth คือการตัดสินใจซื้อ ณ.จุดขาย ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้า บริษัทเจ้าของสินค้าจะพัฒนาตรงจุดนั้นให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น การหีบห่อ ,พนักงานขาย ,โปรโมชั่นหรือกิจกรรมทางการตลาดทั้งหลายแหล่ และเมื่อผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าแล้ว ก็จะมาถึง SMOT หรือ Second Moment of Truth ซึ่งก็คือความชอบหรือไม่ชอบสินค้าจากการใช้สินค้าแล้ว ซึ่งถ้าใช้แล้วดีก็จะนำไปสู่การบอกต่อนั่นเอง ในยุคแรกนี้ จะเห็นว่ายังไม่มี FMOT เพราะว่ายุคนี้นั้นการเข้าถึงข้อมูลต่างๆไม่ง่ายดายเหมือนในยุคนี้

2. การตลาดในยุคดิจิตอล

อย่างที่บอกว่า ยุคนี้การเข้าถึงข้อมูลต่างๆง่ายดายมาก รวมถึงการเข้าถึงโฆษณา หรือการบอกต่อๆกันไปทาง Social Media ที่เรียกว่า Viral นั่นทำให้การสร้างแรงบันดาลใจที่จะต้องการใช้สินค้าทำได้ง่ายขึ้นและขยายไปในวงกว้างขึ้น และจากการเข้าถึงข้อมูลที่ง่ายขึ้นนั่นเองที่ทำให้เกิด ZMOT หรือ Zero Moment of Truth ซึ่งก็คือการหาประสบการณ์การใช้สินค้าก่อนจะตัดสินใจซื้อ และทำให้ FMOT ลดความสำคัญลงไปในยุคดิจิตอลนี้ เพราะผู้บริโภคจะหันมาซื้อทางออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ 

       จากพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิตอลนี้ จะเห็นว่าคนเราต้องการจะทำอะไร หรือต้องการสินค้าอะไร ส่วนใหญ่ก็จะค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆทางอินเตอร์เน็ตก่อน แล้วก็จะไปเจอบทความต่างๆที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นบทความที่เป็นโฆษณา บทความที่เป็นรีวิวสินค้า บทความที่เป็นการแสดงความคิดเห็นในเว็บบอร์ด หรือเจอเนื้อหาที่เป็น VDO ใน youtube หรือที่เป็นรูปภาพ และไม่ว่าจะเป็นข้อมูลแบบไหน จากที่ไหนก็ตาม นั่นเป็นข้อมูลที่ผู้บริโภคจะนำมาใช้เป็นข้อพิจารณาในการตัดสินใจซื้อทั้งสิ้น ทั้งข้อมูลในด้านบวกและด้านลบ

    นี่เองคือที่มาของ Digital Marketing จนถึง Zero Marketing สำหรับเจ้าของสินค้าหรือบริการใดๆ ที่ต้องการทำการตลาดออนไลน์ ต้องการสร้างแรงบันดาลใจต่อการใช้สินค้า และต้องการสร้างประสบการณ์ให้กับผู้บริโภคก่อนจะใช้สินค้าจริงๆ แบบไม่ต้องเสียเงินในการโฆษณากับสื่อใดๆ ที่เรียกว่า Zero paid media ที่มีอยู่เช่น Social Media ต่างๆ ( facebook ,Instagram , Youtube , Blog , .....) 

    แต่การจะทำ Zero Paid Media ให้ได้ผลนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสักเท่าใดนัก จำเป็นต้องมีการวางแผน ต้องมีการวิเคราะห์ ต้องมีกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ ต้องมีขั้นตอนที่แยบยล จึงจะประสบความสำเร็จได้

     ดังนั้นที่ว่าเป็น Zero Marketing หรือการทำการตลาดแบบไม่ต้องลงทุนนั้น จริงๆก็ทำได้ แต่ถ้าจะทำให้ประสบความสำเร็จนั้นจำเป็นต้องใช้เวลาพอสมควร หรือบางครั้งมันก็จำเป็นที่อาจจะต้องจ้างนักการตลาดที่มีความรู้หรืออาจต้องลงทุนจ้าง Outsource มาช่วย แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่าอย่างไรก็ยังใช้งบประมาณน้อยกว่าที่จะไปลงโฆษณาในแบบเดิมๆ และได้ผลมากกว่าอีกด้วย ...


https://www.facebook.com/Content2Marketing
http://www.Content2marketing.com/
#Content2Marketing










12 key Onpage SEO Factors

12 ปัจจัยในการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ


1. การตั้งชื่อ Webpageที่ดีมีผลต่อการทำ SEO
2. เริ่มต้น Title ของเพจด้วย Keyword 
3. สร้างความน่าสนใจด้วย VDO 
4. มีการ Link ออกไปยังเว็บอื่นๆด้วย 
5. มีคำที่เป็น Keyword ใน 100 คำแรกของบทความ 
6. อย่าลืม Tag H1 
7. เช็คความเร็วในการ Download เพจด้วย
 8. เพิ่ม Title ด้วยคำที่เป็นที่นิยมในการค้นหา
 9. สำคัญมากกับการมีปุ่ม Like & Share ของ Social Media ต่างๆ 
10. เขียนบทความ ซัก 1,500 คำ 
11. คำนึงถึง อัตราการกลับเข้ามาดูของผู้เยี่ยมชม 
12. ใส่ Keyword ที่ใกล้เคียงกันเข้าไปด้วย


 ของเพจควรจะเริ่มด้วยคำที่ใช้เป็น Keywords จะช่วยยืนยันเนื้อหาในเพจนั้นได้เป็นอย่างดีครับ</p> <p> <br></p> <p> 3. สร้างความน่าสนใจด้วย VDO</p> <p> สร้างความน่าสนใจเพื่อดึงให้ผู้มาเยี่ยมชมอยู่กับเพจนั้นนานๆ ด้วย VDO ก็เป็นการช่วยยืนยันกับ Serch Engine ถึงความน่าสนใจของเนื้อหาในเพจนั้นๆได้</p> <p> <br></p> <p> 4. มีการ Link ออกไปยังเว็บอื่นๆด้วย</p> <p> การสร้าง Link ไปถึงเพจที่มีคนเข้าดูมากๆ ช่วยสร้างเพิ่มอันดับใน Google ได้ด้วย</p> <p> <br></p> <p> 5. มีคำที่เป็น Ketword ใน 100 คำแรกของบทความ</p> <p> ตอกย้ำเนื้อหาที่ตรงตาม Ketwords ด้วยการใส่คำที่เป็น Keywords เข้าไปในช่วงต้นๆของบทความ</p> <p> <br></p> <p> 6. อย่าลืม Tag H1 </p> <p> ใช้ Tag <h1> กับส่วนหัวของบทความก็ช่วยได้นะครับ</p> <p> <br></p> <p> 7. เช็คความเร็วในการ Download เพจด้วย</p> <p> เพจที่โหลดช้า อาจสร้างความรำคาญให้กับผู้มาเยี่ยมชมได้ และก็อาจจะออกจากหน้านั้นไปก่อนที่จะโหลดเสร็จด้วย ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการจัดอันดับของ Google แน่ๆครับ</p> <p> <br></p> <p> 8. เพิ่ม Title ด้วยคำที่เป็นที่นิยมในการค้นหา</p> <p> บางที่คำที่มีการค้นหากันมากๆ อาจจะเป็นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ก็อาจทำให้มีคนเจอเว็บเพจของเรา และคลิกเข้ามาชมเพจได้ ซึ่งมีผลต่ออันดับนะครับ</p> <p> <br></p> <p> 9. สำคัญมากกับการมีปุ่ม Like & Share ของ Social Media ต่างๆ</p> <p> ข้อนี้คิดว่าคนทำ SEO คงไม่พลาดกันอยู่แล้วครับ</p> <p> <br></p> <p> 10. เขียนบทความ ซัก 1,500 คำ</p> <p> สำหรับ Keywords ที่มีการแข่งขันสูง บทความที่สั้นเกินไป จะเสียเปรียบบทความที่มีความยาวกว่า</p> <p> <br></p> <p> 11. คำนึงถึง อัตราการกลับเข้ามาดูของผู้เยี่ยมชม</p> <p> ควรจะสำรวจการเข้ามาชมเพจกับ เครื่องมือต่างๆ เช่น Google Analysis บ้าง เพื่อจะได้รู้ว่าบทความที่ลงไปนั้นน่าสนใจมากน้อยเพียงใด</p> <p> <br></p> <p> 12. ใส่ Keyword ที่ใกล้เคียงกันเข้าไปด้วย</p> <p> จะเห็นว่าทุกครั้งที่มีการค้นหา ด้วย Google จะมีการแสดงถึงคำค้นหาที่ใกล้เคียงด้วย ถ้าอย่างนั้นนำมาใช้เป็น Keywords ของเราด้วยก็น่าจะดีนะครับ</p> <p> <br></p> <p>  </p>

วิธีคิด สู่ความสำเร็จ

วิธีคิดของแต่ละคนส่วนหนึ่งมาจากพื้นฐานความคิดของคนๆนั้นรวมกับตัวกระตุ้นให้เกิดการคิดและสภาพแวดล้อมต่างๆขณะนั้น แต่สุดท้ายแล้วผลที่ได้จากการคิดก็คือการกระทำนั่นเอง…
การคิดเป็นเพียงกระบวนการภายในของคน ส่วนผลที่ได้เกิดจากการกระทำจากความคิดนั้นๆของคนแต่ละคน แต่ในโลกเรานี้การคิดกับการกระทำที่เกิดจากคนเรานั้น มีอยู่แค่ 4 แบบ เท่านั้น คือ…

คิดและทำ

ถ้าเป็นความคิดที่ดี และการกระทำที่ถูกต้อง ก็จะมีประโยชน์อย่างมากต่อทั้งตัวคนคิดเอง และส่วนรวม แต่ถ้าเป็นการคิดที่ไม่ดี และกระทำตามที่คิดนั้นโดยไม่ยับยั้งชั่งใจ ก็คงจะเป็นเรื่องที่ไม่ดีเหมือนกัน

คิดแต่ไม่ทำ

แบบนี้เป็นประเภทนักคิด หรือนักเพ้อฝัน สร้างจินตนาการไปเรื่อยๆ หรืออาจจะเป็นการคิดแบบจริงๆจังก็ได้ แต่ถึงเวลากลับไม่ปฏิบัติตามที่คิดนั้น อันนี้ก็เปล่าประโยช

ทำโดยไม่คิด


แบบนี้เป็นพวกที่ชอบลงมือปฏิบัติ แต่ไม่ค่อยชอบคิด ไม่วางแผนไว้ล่วงหน้า ถึงเวลามีปัญหาก็แก้ไขกันไป อย่างเบาๆก็มีปัญหากับตัวเอง หนักหน่อยก็ทำให้ส่วนรวมมีปัญหาตามไปด้วย

ไม่คิดไม่ทำ

คือไม่ชอบคิด และก็ไม่ชอบทำ แล้วก็มักจะเกิดปัญหากับตัวเองจากการไม่คิดและไม่ทำ ตามมาในที่สุด

ในที่นี้เราจะมาดูกันเฉพาะแบบที่ 

“คิดและทำ” 

เพราะว่าการคิดและทำ 
จะมีผลมากที่สุดไม่ว่าจะเป็นในทางที่ดี ถ้าคิดดีทำดี 
และจะเกิดผลร้ายที่สุดเหมือนกันถ้าเป็นการคิดไม่ดีและทำไม่ดี
ซึ่งสามารถจัดเป็นการคิดได้เป็น 2 กลุ่มคือ
คิดบวก
และคิดลบ
วิธีคิดแบบคิดบวกและคิดลบเป็นอย่างไร ?

การคิดบวกหรือคนที่คิดบวกจะมีลักษณะเช่น
เป็นคนมองโลกในแง่ดี
คิดหลายๆมุมมอง
มีความเมตรา กรุณา
มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
มีความศรัทธาในตัวเอง คนอื่นๆและศาสนา
เป็นคนชอบให้อภัย
เป็นคนมีเหตุมีผล
เป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์
มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์
การคิดลบหรือคนที่คิดลบจะมีลักษณะเช่น
เป็นคนมองโลกในแง่ร้าย
ชอบคิดเปรียบเทียบ
เป็นคนขี้ระแวง
เป็นคนชอบอิจฉาริษยา
เป็นคนเห็นแก่ตัว
เอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่

คนที่จะอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข จะเป็นคนที่คิดบวก คิดแต่เรื่องดีๆและทำให้เกิดประโยชน์ จะใช้ความคิดแบบไตร่ตรองคือไม่ใช้อารมณ์ และคิดถึงเรื่องราวต่างๆในหลายๆมุมมอง 


หลายๆคนรู้ว่าควรคิดแบบไหน…
แต่ก็มีบ่อยครั้งที่การคิดอาจจะมีความคิดแบบลบเกิดขึ้นบ้าง 
เพราะว่ากระบวนการคิด อาจจะมีปัจจัยอื่นๆเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเช่น
การรับรู้เรื่องราวต่างๆ ซึ่งบางครั้งอาจรับรู้เรื่องที่ไม่เป็นความจริงก็ทำให้การคิดเป็นลบได้ วิธีคิดที่ถูกต้องคือเมื่อได้รับรู้เรื่องราวอะไรก็ตาม ต้องคิดวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ก่อนว่า มีโอกาสเป็นไปได้ขนาดไหน อย่าเพิ่งตัดสินว่าเป็นเรื่องจริงทั้งหมดหรือไม่
การพยายามหาคำตอบที่ถูกต้อง ก็ทำให้เราอาจคิดผิดได้ เพราะเรื่องบางเรื่องอาจไม่ได้มีคำตอบที่ถูกต้องคำตอบเดียว หรือบางครั้งคำตอบบางคำตอบอาจผิดสำหรับเรา แต่อาจถูกสำหรับอีกคนก็ได้
การมีความมั่นใจในตัวเองสูงเกินไป ก็อาจทำให้การคิดผิดไปได้ การมีความมั่นใจเป็นเรื่องดี แต่สำหรับบางเรื่องการรับฟังก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะว่าการไปถึงทางออกอาจมีหลายทาง ความคิดของเราอาจถูกต้อง แต่ก็อาจไม่ได้ถูกต้องที่สุดก็ได้
ความเชื่อและค่านิยมบางอย่าง ก็มักจะทำให้ความคิดผิดไปก็ได้ เพราะว่าความเชื่อจะควบคุมความคิดของเราให้อยู่แต่เฉพาะในกรอบของความเชื่อนั้น ทำให้บางครั้งไม่เปิดใจยอมรับความคิดอื่นๆ หรือความคิดใหม่ๆที่อาจถูกต้องกว่าความคิดเดิมๆของเรา
อารมณ์ในขณะนั้น ก็มีผลอย่างมากต่อความคิด เพราะในหลักการทำงานของสมอง เมื่อมีอารมณ์ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ รัก โลภ โกรธ หลง หรือกลัว วงจรการทำงานของสมองจะเกิดการลัดวงจร คือการรับรู้ต่างๆจะถูกตัดเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจทันที โดยไม่ได้เข้าสู่กระบวนการคิดวิเคราะห์ด้วยเหตุและผลก่อน ดังนั้นเมื่อรู้ว่าตัวเองมีอารมณ์ใดๆก็ตาม โดยเฉพาะอารมณ์โกรธ ควรจะหยุดคิดหรือชะลอการตัดสินใจไว้ก่อน อย่างที่เขาบอกว่าให้นับหนึ่งถึงสิบ นั่นคือการรอให้อารมณ์นั้นบรรเทาเบาบางลงก่อน เพื่อให้สมองมีการทำงานตามปกติ ซึ่งจะทำให้การตัดสินใจเป็นไปตามกระบวนการปกติ คือมีการคิดหาเหตุผลก่อน

ฝึกการคิดให้ถูกวิธี

การคิดให้ถูกวิธี จริงๆแล้วมีส่วนที่เกี่ยวข้องกันอยู่ 3 ส่วน คือ

ทักษะการคิด

เป็นการนำความรู้หรือทักษะต่างๆมาใช้ในการคิด เช่น
การสังเกต ,การเปรียบเทียบ ,การจำแนกแยกแยะ ,การขยายความ ,การตีความหมาย ,การจัดกลุ่ม และการสรุป ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้จะมีผลต่อการนำมาใช้ในกระบวนการคิดทั้งสิ้น

ลักษณะการคิด

เป็นลักษณะโดยรวมของการคิดแต่ละแบบ เช่น คิดมาก ,เล็กคิดน้อย ,คิดฟุ้งซ่าน ,คิดรอบคอบ ,คิดกว้าง หรือคิดลึก ซึ่งจะขึ้นอยู่กับนิสัยของแต่ละคน

กระบวนการคิด

เป็นลักษณะการนำทุกๆอย่างมาใช้ในการคิด ทั้งทักษะการคิด ,ลักษณะการคิด ,ความรู้ที่มี และประสบการณ์ที่ผ่านมา เช่น คิดวิเคราะห์ ,คิดแบบสร้างสรรค์ ,คิดแบบไตร่ตรอง ,คิดแบบมีเหตุมีผล 

การคิดแบบถูกวิธี ก็คือการคิดแบบมีกระบวนการใช้ทักษะ ความรู้และประสบการณ์ที่ผ่านมา มาช่วยคิดโดยสามารถแยกแยะได้ถึงอารมณ์ ความรู้สึก ความเชื่อและการเป็นตัวตนของตัวเอง ซึ่งจะทำให้การคิดป็นในแบบ การคิดวิเคราะห์หาเหตุผล มีการไตร่ตรองด้วยข้อเท็จจริงมาอย่างรอบคอบ ซึ่งเราสามารถฝึกให้มีวิธีคิดที่ถูกต้องได้โดย
ศึกษาหาความรู้ในด้านต่างๆ
ฝึกคิดหลายๆแบบและหลายๆมุมมอง
ฝึกการใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริงต่างๆประกอบการคิด
ไม่คิดล่วงหน้าไปก่อน
ไม่ใช้ประสบการณ์เก่ามาตัดสินปัญหาใหม่ๆก่อนที่จะพิจารณาให้ถี่ถ้วน
ศึกษาวิธีคิดของคนอื่นๆ
ทบทวนการคิดของตัวเองที่ผ่านมา และดูว่าการคิดและการตัดสินใจในเหตุการณ์ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร

การพัฒนาวิธีคิด เมื่อมีวิธีการคิดที่ถูกต้องแล้วสุดท้ายเราจะมีวิธีคิดที่เป็นระบบ ซึ่งจะทำให้เราสามารถคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพและการตัดสินใจจากการคิดนั้นจะได้ประสิทธิผลสูงสุด ซึ่งก็คือ
คิดและทำ

การคิดแบบเป็นระบบเพื่อการตัดสินใจเป็นอย่างไร

คงเคยได้ยินคำว่า คิดแบบเป็นระบบ หรือการคิดเชิงระบบ กันมาบ้างแล้ว บางคนอาจได้ยินคนพูดถึงกันบ่อยๆ แต่อาจยังไม่เข้าใจว่าการคิดแบบเป็นระบบเป็นอย่างไร !,,,

ถ้าพูดถึงความหมาย…
การคิดแบบเป็นระบบคือ…
การคิดแบบที่มองเป็นภาพรวมๆ
และมีส่วนย่อยๆเชื่อมโยงกันอยู่
ถ้าพูดแบบเป็นทฤษฎีนี่ อาจจะยังมึนๆกันอยู่
ลองสมมติว่าตอนนี้เรากำลังคิดเรื่องอะไรอยู่สักเรื่อง
แล้วลองคิดตาม ดังนี้
เป้าหมายในการคิด หรือโจทย์ของการคิด
พูดง่ายๆก็คือ เราคิดเพื่ออะไร มีโจทย์หรือปัญหาอะไรที่เราต้องการคำตอบจากการคิดครั้งนี้ เช่น
เพื่อแก้ไขปัญหาบางอย่าง
เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นแล้ว
เพื่อป้องกันปัญหาหรือข้อผิดพลาดบางอย่าง
เพื่อพัฒนาหรือสร้างสรรค์บางอย่าง
เพื่อปรับปรุงบางอย่างให้ดีขึ้น
เพื่อหาคนผิด
เพื่อความสะใจของตัวเอง
เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่ตัวเองคิดนั้นถูกต้อง
สังเกตให้ดี 5 ข้อแรกถือว่าเป็นเป้าหมายหรือโจทย์ที่ถูกต้องในการคิด เพราะว่าสิ่งที่ได้จะมีประโยชน์ ส่วน 3 ข้อหลังนั้นเป็นโจทย์ปัญหาที่ผิด การคิดเพราะมีโจทย์แบบนี้ เขาเรียกว่า 
ผิดตั้งแต่การตั้งโจทย์แล้ว 
ลองนึกย้อนกลับไปดูว่าที่ผ่านมามีกี่ครั้งที่เรา ผิดตั้งแต่การตั้งโจทย์แล้ว และคนส่วนมากที่มักเกิดปัญหา ซ้ำๆเดิมๆ เกิดขึ้นก็เพราะว่า ผิดตั้งแต่การตั้งโจทย์แล้ว ซึ่งสิ่งที่ได้มาจากการคิด ไม่มีประโยชน์ใดๆ มิหนำซ้ำยังมีโทษด้ยวซ้ำ
มีข้อมูลอะไรบ้าง
เมื่อได้โจทย์หรือปัญหาแล้ว ต่อไปก็ต้องมาดูที่ข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้องว่ามีอะไรบ้าง และที่สำคัญคือต้องแยกแยะข้อมูลนั้นๆออกเป็น…
ข้อมูลที่เป็นความจริง
ข้อมูลที่ยังไม่แน่ใจว่าเป็นความจริงหรือไม่
ข้อมูลที่เป็นเท็จ
การเชื่อมโยงกันของข้อมูล
หลังจากได้คัดข้อมูลที่เป็นเท็จออกไปแล้วเหลือเฉพาะความจริงและสิ่งที่ยังไม่แน่ใจเก็บเอาไว้ก่อน ก็มาดูถึงการเชื่อมโยงกันของข้อมูลต่างๆ ว่ามีอะไรเชื่อมโยงกันบ้างและเชื่อมโยงกันอย่างไร
ทำอย่างไรได้บ้างเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายหรือตอบโจทย์ปัญหานั้นๆ
สุดท้ายก็คือการตัดสินใจที่จะทำสิ่งใดๆเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายหรือตอบโจทย์ในการคิดนั้นๆ ซึ่งอาจจะเป็น เพื่อแก้ปัญหา ,เพื่อปรับปรุงบางอย่าง ,เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดบางประการ โดยที่หลังจากผ่านการคิดแบบเป็นระบบแล้ว เราจะมองเห็นสิ่งต่างๆที่เราคิดได้ชัดเจนขึ้น และทำให้มีทางเลือกในการกระทำใดๆหลายๆทางเพื่อแก้ปัญหาหรือตอบโจทย์นั้น 




สรุปวิธีคิดที่ถูกต้องคือการคิดแบบเป็นระบบ…
ซึ่งจำเป็นหลักง่ายๆคือ …
การคิดทุกครั้งให้ตั้งโจทย์เอาไว้ว่า คิดเพื่ออะไร…
นำมาคิดเฉพาะข้อมูลที่แน่ใจว่าเป็นความจริงเท่านั้น…
เชื่อมโยงข้อมูลต่างๆเข้าด้วยกัน…
กำหนดทางเลือกไว้หลายๆทาง…
คิดอีกทีว่าทางเลือกแต่ละทางมีผลดีผลเสียอย่างไร…
สุดท้าย…
ลงมือทำด้วยความมั่นใจ
แล้วจะประสบความสำเร็จแน่นอน


อาการปวดหลังและเจ็บชายโครงของสตรีมีครรภ์




       ผู้หญิงที่มีครรภ์ จะมีการเปลี่ยนแปลทางร่างกายมากมาย ทั้งการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ และที่มองไม่เห็น ทั้งเรื่องของสรีระ เรื่องของฮอร์โมน และเรื่องของกล้ามเนื้อ เพราะว่าธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด เมื่อไรที่กำลังจะมีลูก ร่างกายก็จะปรับเองโดยอัตโนมัติ บางอย่างอาจจะปรับแล้วไม่มีผลอะไร แต่บางอย่างอาจจะทำให้เกิดผลบ้างบางอย่างก็ได้


      วันนี้เราจะมาพูดถึงอาการบางอย่างที่ สตรีมีครรภ์เกือยทุกคนมักจะเป็นกัน คือ อาการปวดหลังและอาการเจ็บชายโครง เรามาดูกันว่าเป็นอย่างไรกัน  

อาการปวดหลัง

อาการ คุณแม่ตั้งครรภ์มักมีอาการปวดหลัง โดยเฉพาะในช่วงที่ครรภ์โตขึ้น มักปวดที่หลังส่วนล่าง ระหว่างก้นทั้งสองข้างร้าวลงไปจนถึงต้นขา ถ้าคุณแม่ยืนหรือเดินนานๆ ในท่วงท่าที่ไม่ถูกต้อง ยกของหนักเกินไป หรือการบิดเอว เช่น ตอนบิดขี้เกียจ หรือการหมุนพลิกตัวในระหว่างนอนบนเตียง เป็นต้น ล้วนเป็นสาเหตุทำให้คุณแม่ปวดหลัง
สาเหตุ
ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนทำให้ข้อต่อกระดูกและเอ็นต่างๆ บริเวณอุ้งเชิงกรานคลายตัว เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการคลอด เอ็นต่างๆ ที่ยึดต่อกระดูกสันหลังก็อ่อนตัวลง ทำให้กระดูกสันหลังโค้งงอได้มากขึ้น กล้ามเนื้อบริเวณหลังต้องทำงานหนักด้วย ทำให้ปวดหลังได้ง่าย
การดูแลรักษา
ควรอยู่ในท่าที่ถูกต้องเหมาะสม
หลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าส้นสูง
การออกกำลังกายอยู่เสมอจะทำให้ร่างกายแข็งแรง ช่วยพยุงรับน้ำหนักของร่างกายที่เพิ่มขึ้น
ให้คุณพ่อช่วยนวดให้คลายเมื่อย
คุณแม่มีอาการปวดหลังมาก เช่น ปวดร้าวลงขาจนถึงปลายเท้า อาจเป็นอาการของหมอนรองกระดูกเคลื่อน ให้รับไปปรึกษาคุณหมอ
โดยส่วนใหญ่อาการปวดหลังค่อยๆ หายไปเองในช่วงหลังคลอด

อาการเจ็บชายโครง

อาการ คุณแม่มีอาการเจ็บบริเวณชายโครงทั้งสองข้างได้บ่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ เวลานั่งจะรู้สึกเจ็บด้านขวาใต้ราวนมมากขึ้น
สาเหตุ
ขณะตั้งครรภ์มดลูกจะขยายโตขึ้นมาก ทำให้กระบังลมที่อยู่ระดับชายโครงทั้งสองข้างถูกดันให้สูง ร่างกายก็ต้องการออกซิเจนมากขึ้นกว่าเดิม คุณแม่ต้องปรับการหายใจเพื่ออากาศจะได้เข้าไปในปอดมากขึ้น บางครั้งจึงรู้สึกอึดอัดและเจ็บชายโครง และถ้าทารกดิ้นอาการเจ็บชายโครงจะเป็นมาก
การดูแลรักษา
การนั่งตัวตรง ยืดตัว จะทำให้เจ็บชายโครงน้อยลง
คุณแม่ควรสวมเสื้อผ้าหลวมสบาย
ช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ เมื่อศีรษะของทารกลดต่ำลงเข้าสู่อุ้งเชิงกรานคุณแม่จะเจ็บชายโครงน้อยลง


ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก MomyPedia


                  





สนใจชมสินค้าสำหรับคุณแม่มือใหม่ ที่  Happy 9 Month


มอง VDO โฆษณาชุดนี้ในมุมของนักการตลาดดิจิตอล


คำถาม คือ

1. VDO Content นี้มีจุดประสงค์ คือ ?
2. วิเคราะห์ Targeting และ Consumer Behavior อย่างไร ?

ถ้าท่านดู VDO นี้จนจบ ท่านจึงจะรู้ว่า โฆษณาชุดนี้โฆษณาสินค้าอะไร ? แต่... ท่านก็ดูจนจบ และจะจดจำชื่อ สินค้านี้ได้อย่างแม่นยำ ทั้งๆที่ ในเนื้อหาไม่ได้พูดถึงตัวสินค้าเลยแม้แต่นิดเดียว คนคิดโฆษณาชุดนี้เค้าคิดอะไรกัน เราลองมาถอดรหัสความคิดของคนทำโฆษณานี้กัน

ในที่นี้ไม่ขออธิบายทั้งหมดแต่จะขอพูดซัก 2 ประเด็นตามคำถามที่ตั้งต้นเอาไว้

1. จุดประสงค์ของการทำ VDO Content นี้ คือ Brand Awareness Brand Loyalty และ Thought Leadership หมายถึง คนทำต้องการให้คนดู จดจำตราสินค้าได้ และสำหรับคนที่ใช้สินค้านี้อยู่แล้ว ก็จะรู้สึกถึงความซาบซึ้งและมีความภูมิใจที่ได้ใช้สินค้านี้ รวมถึง การเป็นผู้นำความคิด ที่ทุกคนจะต้องมีสินค้าแบบนี้

2.   ในส่วนของ Targeting คือคนที่รักและห่วงใยลูก ส่วน Consumer Behavior นั้นคนทำโฆษณานี้
- ตอบโจทย์ สาเหตุของการซ์้อ SCAN คือ Attitude
- ตอบโจทย์ความต้องการ DSPACE คือ Safety
- ตอบโจทย์ตัวกระตุ้น FIGPP คือ Fear และ Pride

ในส่วนของเนื้อหา ก็ลองดูกันนะครับ มีอะไรให้น่าศึกษาอยู่มากมายเลยครับ ใน VDO โฆษณา ซึ้งๆ ชุดนี้แค่นี้ก่อนละกันครับ

https://www.facebook.com/Content2Marketing
#Content2Marketing

7 รูปแบบ Content เน้นสร้างยอดขาย


           หลายๆ ท่านมักจะมาบ่นให้ฟังว่า ไม่รู้จะสร้าง Content ยังไงให้คนที่เข้ามาดู แล้วตัดสินใจซื้อสินค้า หรือพูดง่ายๆว่า ต้องการสร้างยอดขายนั่นแหละ ซึ่งผมเคยบอกไปแล้วว่า การจะให้คนที่เห็น Content ของเราแล้วตัดสินใจซื้อเลยนั้น มันมีปัจจัยที่เป็นส่วนประกอบเยอะมาก ทั้งปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ตัวคนที่เข้ามาดูเอง ,คู่แข่ง และปัจจัยที่ควบคุมได้ ก็คือตัวเราเอง เช่น ความน่าเชื่อถือ ,ราคา หรือตัวสินค้าเอง


           และก็อย่างที่บอกไปว่า การเลือก Keyword เพื่อดึงคนที่สนใจจริงๆเข้ามาก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะบางที ก็อาจเกิดภาพลวงตาขึ้นได้ในการตลาดออนไลน์ คือ อาจจะมีจำนวนคนเข้ามาดู Content มากมาย ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีนะ (นั่นเท่ากับความสำเร็จในการทำ SEO) แต่.... แต่จำนวนคนวิวมากๆนั้น อาจไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของคุณเลยก็ได้ อาจจะแค่หลงเข้ามา แล้วก็จากไป (แบบเงียบๆ)

        แต่ก็เอาหละ ในเมื่อถามมาก็ตอบไป ในที่นี้ผมไม่สนใจหรอกว่าใครเข้ามาดู Content ของเราบ้าง จะขอบอกถึงรูปแบบของ Content ที่สามารถสร้างความต้องการในตัวสินค้าได้ อาจจะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ความอยากของคนที่ได้เห็นมีมากน้อยขนาดไหน (ลองกลับไปอ่านเรื่องการ หาความอยากซื้อของคน ดูนะครับ)

        นี่คือ 7 รูปแบบ Content ที่เน้นสร้างยอดขายได้


1. การให้ความรู้  ถือว่าเป็นเนื้อหาที่ทำให้คนอ่านเกิดความต้องการซื้อสินค้าได้ เมื่อเนื้อหาความรู้นั้น บอกผู้บริโภคได้ว่า สินค้านั้นสามารถแก้ปัญหาให้กับเค้าได้ดีขนาดไหน

2. ข่าว  ใช่ครับ ข่าวก็สามารถสร้างความต้องการซื้อได้ เพราะถ้าข่าวนั้นอาจจะสร้างความกลัว ,สร้างความตื่นเต้น หรือสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอ่าน และที่สำคัญคือ เนื้อหาในข่าวบอกได้ว่า สินค้าของคุณตอบโจทย์ความต้องการเรื่องนั้นๆได้อย่างไร

3.คู่มือแนะนำ ผู้บริโภคหลายคนอาจจะเกิดความต้องการใช้สินค้าอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว แต่ยังไม่ตัดสินใจซื้อ เพราะไม่มั่นใจว่าสินค้านั้นตรงกับความต้องการจริงๆหรือไม่ หรือแก้ปัญหาได้ถูกจุดหรือไม่ คู่มือแนะนำสินค้านี่แหละ จะช่วยให้พวกเค้าเหล่านี้ ตัดสินใจได้

4.รีวิวสินค้า ข้อนี้ก็คล้ายๆกับข้อที่แล้ว แต่ผู้บริโภคไม่ได้ติดใจเรื่องคุณสมบัติของสินค้า แต่ เกิดความลังเลว่าจะซื้อสินค้าแบบไหนดี หรือจะซื้อยี่ห้อไหนดี การรีวิวสินค้าและอาจมีการเปรียบเทียบ (เชิงสร้างสรรค์นะครับ) ก็จะทำให้เกิดการตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

5.การเปรียบเทียบราคา คล้ายกับ 2 ข้อก่อน แต่ข้อนี้จะพูดถึงเฉพาะเรื่องราคา (ใช้ในกรณีที่ คุณสมบัติใกล้เคียงกัน แต่ราคาเราได้เปรียบกว่า) ส่วนมากจะเป็นคนกลางเขียน

6.กรณีศึกษา Case Study ข้อนี้อาจจะรวมหลายๆข้อเข้าไว้ด้วยกันได้ จะเป็นการบอกเล่าประสบการณ์ ในเชิงวิชาการ อาจจะเป็นการเตือนถึงอันตราย หรือ สาระประโยชน์ ที่ทำให้คนต้องการใช้สินค้าอย่างใดอย่างหนึ่ง

7. คำยืนยันจากลูกค้า Customer Testimonial ข้อนี้คือทีเด็ดของ Content ที่มีประสิทธิภาพทำให้เกิดความมั่นใจในตัวสินค้าได้ดีมาก เพราะเป็นคำบอกเล่าจากประสบการณ์การใช้สินค้าจริงจากผู้บริโภคจริงๆ อาจจะเป็น คอมเม้นต์ หรือเป็น VDO ก็ได้ อันนี้ผมมีตัวอย่างให้ดูเล่นๆ ลองดูกันครับ





เอาหละครับ ทีนี้ก็ถึงการนำไปใช้แล้ว อย่างที่บอกครับ ผลที่ได้รับ Content จะสามารถสร้างยอดขายได้หรือไม่ พิจารณาองค์ประกอบให้ครบ แล้วลองดูกันครับ

#Content2Marketing
https://www.facebook.com/Content2Marketing

Google Snippet 

วิธีทำให้รูปภาพของคุณโชว์ที่หน้าค้นหาของ Google 


วิธีทำให้รูปภาพของคณุโชว์ที่หน้าค้นหาของ Google

วิธีการก็คือเชื่อมต่อเว็บไซต์ของคุณกับบญัชี Google Plusโดยการทำ Link จากเว็บไซต์หรือหน้าเว็บ ที่ต้องการแสดงผลมาที่ Google Plusและทำ Linkจาก Google Plusมาที่เว็บไซต์ของคุณ 



ขั้นตอนการเช่ื่อมโยง Link (ดูรายละเอียดจาก Google)

ทำการ Login บัญชี Google plus แล้วเข้าไปที่หน้า Profile ของคุณเลือกที่แทบ“เกี่ยวกับ”จากนนั้เลื่อนหน้าจอลงมาด้านขวาตรง“ลิ้งค์”เลื่อนลงมาอีกตรงแถบ“แก้ไข”คลิกที่คำว่า “แก้ไข”เมื่อคลิกแล้ว หน้าการแก้ไข Link จะแสดงขนึ้มา   
สิ่งที่คณุต้องทำก็คือ ใสล่ิ้งเข้าไปที่ 3สว่นด้วยกนัคือ

1. โปรไฟล์อื่นๆ2. เว็บไซต์ที่คุณร่วมให้เนื้อหา3. ลิงค์

โดยที่ทั้ง3ส่วนนี้จะต้องมีลิ้งค์ที่เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ของคุณ โดยการคลิกที่ลิ้งค์ “เพิ่มลิ้งค์ที่กำหนดเอง” แล้วใส่ URL เว็บไซต์ของคุณลงไป เมื่อใส่ Link เรียบร้อยทั้ง 3ส่วนแล้วก็กด “บันทึก” ถือเป็นการเสร็จขั้นตอนที่ 1 เชื่อมโยง Link จาก Google Plusไปที่เว็บไซต์ของคุณ

ขั้นตอนต่อไปคือการเชื่อมโยง Link จากเว็บไซต์ของคุณมาที่บญัชี Google Plus ของคุณโดยใช้โค้ด html ดังนี้


Google  


จากนั้นก็นำโค้ดนี้ไปวางที่เว็บไซต์ของคุณก่อนโค้ด
Wordpress แอดเข้าไปที่ Appearance  Widget ได้เลย
Blogspot เข้าไปที่รูปแบบ เพิ่ม Gadget ได้เลย
เมื่อทำทั้ง 2ขั้นตอนเสร็จแล้วก็ทำาการตรวจสอบการแสดงผลของ Snippet โดยเข้าไปที่ Structured Data Testing Tool http://www.google.com/webmasters/tools/richsnippets ใส่ URL เว็บของคุณเข้าไปจากนนั้นกด “Preview” ทดสอบการแสดงผล จะออกมาตามรูปด้านบนครับ

อบรมฟรี
การเขียนบทความ SEO

อบรมฟรี

หัวข้ออบรม 

1. การสร้างและเผยแพร่ Content-  ช่องทางการเผยแพร่-  ชนิดของ Content
-  เทคนิคการสร้าง Content

2. Workshop การสร้าง Content

*หลังจากการอบรม มีงานเขียนบทความให้ทำทันที

ท่านที่สนใจกรอกรายละเอียดในแบบฟอร์มด้านล่างนี้ครับ


เงื่อไขการเข้าอบรม
1. ผู้ที่ลงทะเบียน รอการแจ้งจากทางเว็บไซต์ถึงสิทธิ์การเข้ารับการอบรมก่อน
2. ทางบริษัทจะแจ้งให้ทราบถึง สถานที่อบรม วัน เวลา ให้ผู้ที่ได้รับสิทธิ์อีกครั้ง
3. ผู้ได้รับสิทธิ์ ต้องยืนยันสิทธิ์ก่อนอย่างน้อย 3 วันก่อนการอบรม มิเช่นนั้นทางบริษัทจะถือว่าท่านสละสิทธิ์
4. ทางบริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงใดๆ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า




ปลุกสัญชาตญาณรวยในตัวคุณ

ปลุกพลังสัญชาตญาณรวยในตัวคุณ

แนะนำหนังสือ ปลุกพลังสัญชาตญาณรวยในตัวคุณ โดยอาจารย์โชคชัยทวีเจริญพันธ์


ปลุกสัญชาตญาณรวยในตัวคุณ

ISBN: 
วันที่ผลิต: 
จำนวนหน้า: 
นักเขียน: 
กลุ่มผู้ใช้: 
Barcode: 
ขนาด: 
ครั้งที่พิมพ์: 
บรรณาธิการ: 
ผู้จัดจำหน่าย: 

ราคา 165.00 บาท
 บริษัทไอดีซีฯ จำกัด นักรบ พิมพ์ขาว 1 14 x 22 cm. 9786162364624 ทั่วไป โชคชัย ทวีเจริญพันธ์ 152 หน้า 2013-10-02 978-616-236-462-4
คำว่า รวย อาจมีความหมายไม่เหมือนกันสำหรับคนแต่ละคน บางคนอาจจะขอแค่เงินล้านก็เรียกว่ารวยแล้ว บางคนต้องหลักร้อยล้านจึงจะเรียกว่ารวย อันนี้แล้วแต่ความพอของแต่ละคน แต่จุดที่เหมือนกันของคำว่ารวย ก็น่าจะอยู่ที่ความสุขสบายในการใช้ชีวิต
ไม่ต้องกังวลในเรื่องการหาและใช้เงิน หรือที่เรียกว่า “อิสรภาพทางการเงิน” คือไม่ต้องทำอะไรก็มีรายได้ หรือกำไรเข้ามามากกว่าที่ใช้ไป และเพื่อความเข้าใจตรงกันในที่นี้ก็ขอให้ความหมายของคำว่ารวย คือการมีอิสรภาพทางการเงินนั่นเอ
คนส่วนมากอยากรวย แต่ไม่รู้ว่าต้องคิดและทำอย่างไรจึงจะรวย คนหลายคนรู้ว่าคนรวยคิดและทำอย่างไรถึงรวย แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะการคิดและทำแบบคนรวยไม่ใช่แค่พยายามทำ แต่มันต้องมาจากข้างใน ต้องเป็นไปอย่างอัตโนมัติ
บางคนอาจมีติดตัวมาตั้งแต่เกิด คือเกิดมาเพื่อเป็นคนรวย บางคนไม่ได้มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่มีจุดเปลี่ยนที่ทำให้มีความคิดแบบคนรวยได้ในภายหลัง ….หนังสือเล่มนี้มีคำตอบให้คุณ





ใครๆก็ทำกวดวิชาให้รวยได้ง่ายๆ

หนังสือเขียนโดย อาจารย์โ๙คชัย ทวีเจริญพันธ์

หนังสือเขียนโดย อาจารย์โชคชัย ทวีเจริญพันธ์

ใครๆก็ทำกวดวิชาให้รวยได้ง่ายๆ

ISBN: 
 978-616-236-327-6
วันที่ผลิต: 
 2013-03-07
จำนวนหน้า: 
 192
นักเขียน: 
 โชคชัยทวีเจริญพันธ์
กลุ่มผู้ใช้: 
 ระดับเบื้องต้น
ลักษณะพิเศษ: 
 พิมพ์ 2 สีทั้งเล่ม
Barcode: 
 9786162363276
ขนาด: 
 14 x 21 ซม.
ครั้งที่พิมพ์: 
 1
บรรณาธิการ: 
 นักรบ พิมพ์ขาว
ผู้จัดจำหน่าย: 
 บริษัท ไอดีซีฯ จำกัด
ธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาจึงเติบโตขึ้นทุกวัน และทุกที่ สถาบันดังๆ แบรนด์ใหญ่ๆ
รุกคืบไปตั้งอยู่ทุกภูมิภาค โรงเรียนกวดวิชาท้องถิ่นประจำแต่ละจังหวัด โรงเรียนกวดวิชารายเล็กรายน้อยเกิดขึ้นมากมาย บางรายก็ประสบความสำเร็จสามารถเติบโตได้ บางรายก็พออยู่ได้ ในฐานะที่ผู้เขียนได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโรงเรียนกวดวิชามาเกือบทุกระดับ 

ตั้งแต่โรงเรียนกวดวิชาในอำเภอห่างไกล โรงเรียนกวดวิชาในเมืองใหญ่ โรงเรียนกวดวิชาในรูปแบบของแฟรนไชส์ และโรงเรียนกวดวิชาระดับพรีเมี่ยมในกรุงเทพฯ ทั้งยังเคยทำงานในโรงเรียนกวดวิชามาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง โดยเริ่มจากหาสถานที่เปิดโรงเรียน, หาครูมาสอนและอบรม, คิดหลักสูตร, จัดตารางเรียน, วางแผนการตลาด รวมถึงติดต่อกับส่วนราชการเพื่อขอจัดตั้ง ก็ทำมาแล้วทั้งสิ้น ประสบการณ์การสอนก็เริ่มตั้งแต่การเป็นติวเตอร์ ขณะที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย เป็นครูโรงเรียนกวดวิชา ได้รับเชิญเข้าไปสอนในโรงเรียนประถมและมัธยม 

ได้พบได้รู้จักคนที่อยู่ในแวดวงโรงเรียนกวดวิชามาพอสมควร ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการจัดหลักสูตร และรูปแบบการเรียนการสอนของโรงเรียนกวดวิชามาหลายแห่ง รวมถึงได้ความรู้จากพี่ที่เป็นผู้จัดการหลักสูตรปริญญาโทของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ได้รู้จักกับคุณครูมากมายหลายท่าน ทั้งที่มีประสบการณ์เชี่ยวชาญในการสอน และคุณครูจบใหม่ หรือนักศึกษาปริญญาตรีและปริญญโทที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการสอนมาก่อน … 

จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คุณครู นักศึกษาจบใหม่ หรือบุคคลทั่วไป ที่กำลังคิดจะทำธุรกิจโรงเรียนกวดวิชา หรือเจ้าของโรงเรียนกวดวิชาทั้งหลาย ที่กำลังหาแนวทางเพื่อการเติบโต คงจะได้รับความรู้และแนวทางจากหนังสือเล่มนี้ไปใช้ประโยชน์ได้มากๆ
ราคา 185.00 บาท







10 วิธีการตั้งชื่อบทความให้น่าสนใจ


การตั้งชื่อบทความให้น่าสนใจ

การตั้งชื่อบทความถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะว่าชื่อบทความที่เราตั้งนั้นเปรียบเหมือนกับประตูที่จะพาคนที่กำลังค้นหาอะไรบางอย่างอยู่ บทความดีจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อสามารถสื่อสารไปยังผู้ที่กำลังค้นหาอยู่เท่านั้น และรวมถึงการทำ SEO ที่ได้ผลด้วย

วันนี้เรามาดูวิธีการตั้งชื่อบทความที่น่าสนใจกัน


1. ตั้งชื่อบทความด้วย คำถาม
เช่น "สงกรานต์ปีนี้ไปเที่ยวที่ไหนดี"

2. ตั้งชื่อบทความด้วย คำตอบ
เช่น "ปีใหม่นี้ไปเที่ยว ตรัง กันดีกว่า"

3. ตั้งชื่อบทความด้วย ความเร้าใจ
เช่น "iPhone6 มาแล้ว! มีที่นี่ที่เดียว"

4. ตั้งชื่อบทความด้วย การให้ฟรี
เช่น "แจกฟรี เคส iPhone6"

5. ตั้งชื่อบทความด้วย การห้าม
เช่น "อย่าพลาด บินในประเทศ 900 บาท วันนี้เท่านั้น"

6. ตั้งชื่อบทความด้วย การแนะนำ
เช่น "ผิวขาวใสง่ายๆ ด้วยคอลลาเจน"

7. ตั้งชื่อบทความด้วย การบอกวิธีแก้ปัญหา
เช่น "รักษาโรคเบาหวานด้วยว่านหางจรเข้"

8. ตั้งชื่อบทความด้วย การบอกวิธีการทำ
เช่น "วิธีการทำเค้ก Lowfat"

9. ตั้งชื่อบทความด้วย การขาย
เช่น "ขายรถมือสอง รถบ้านๆราคาถูก"

10. ตั้งชื่อบทความด้วย การอ้างอิงเหตุการณ์ในปัจจุบันที่เป็นกระแส
เช่น "คุณพิสุทธิ์ยังต้องใช้"


คงจะพอได้ไอเดียไปใช้ในการตั้งชื่อบทความกันบ้างนะครับ




Keyword Quality

การวิเคราะห์คุณภาพของคีย์เวิล์ด

คุณภาพของ Keyword

การวิเคราะห์ว่า Keyword ที่จะใช้ในการทำ SEO นั้นมีคุณภาพขนาดไหน จะมีอยู่ 4 ปัจจัยหลักๆ คือ

1. Keyword นั้นเหมาะสมหรือตรงกับกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ คือเราต้องดูก่อนว่า
    - กลุ่มเป้าหมายของเราคือใคร
    - กลุ่มเป้าหมายสนใจอะไร
    - และกลุ่มเป้าหมายนั้นค้นหาอะไร

2. Keyword นั้นต้องมีความชัดเจน ไม่กำกวม เพราะว่า Keyword ที่เราใช้ในการทำ SEO นั้นอาจจะไม่ใช่ Mass Keyword (คีย์เวิล์ด ที่เป็นคำเฉพาะ) แต่อาจเป็น Niche Keyword (ที่เป็นวลีหรือประโยค) เพื่อลดในเรื่องของคู่แข่งขันที่มีมากมาย ดังนั้นเมื่อใช้ Keyword ที่เป็นวลี จึงต้องมีความชัดเจน ไม่กำกวม หรือเป็นประโยคที่คนทั่วๆไปใช้กัน

3. Keyword นั้นเชื่อมโยงไปถึงสินค้า/บริการ หรือไม่ Keyword ที่เป็นคำเฉพาะ คงไม่มีปัญหาเพราะเราจะใช้คำที่เป็นตัวสินค้าหรือบริการเลยก็ได้ เช่นบริษัทที่ขายกาแฟ อาจใช้ Keyword ที่มีคำว่า "กาแฟ" แต่ถ้าเราใช้ Keyword ที่เป็นวลีและต้องการหลีกเลี่ยงการแข่งขันสูงๆ Keyword นั้นอาจจะไม่มีคำว่ากาแฟแต่ต้องเชื่อมโยงไปถึงสินค้าหรือบริการด้วย เช่น "ความสดชื่นตลอดวัน" หรือ "เพิ่มพลังในการทำงาน" เป็นต้น

4. Keyword นั้นมีความเหมาะสมทั้งในเรื่องของ Keyword Traffic , Keyword Value เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งขันและงบประมาณที่มี อันนี้คงต้องมีการวิเคราะห์กันถึงตัวเลขต่างๆ แล้วถึงมาประเมินดูถึงความเหมาะสม เพราะบางบริษัทอาจมีงบประมาณจำกัด จะใช้ Keyword ที่มี Traffic (จำนวนการค้นหาของผู้ใช้) สูงๆ และมีคู่แข่งขันที่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ ก็คงจะสู้ไม่ไหว หรือหลีกเลี่ยงโดยการใช้ Niche Keyword แต่ Keyword Traffic นั้นมีปริมาณการค้นหาน้อยมาก ซึ่งอาจไม่คุ้มค่ากับการลงทุน จึงต้องมีการวิเคราะห์หา Keyword ที่เหมาะสมทั้งกับงบประมาณและความคุ้มค่าด้วย




Google Algorithm


Google Algorithm


ก่อนที่จะทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับในหน้าแรกของ Google สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจก่อนก็คือ Google มีวิธีจัดอันดับเว็บไซต์อย่างไร ?


Google จะจัดอะนดับเว็บไซต์ทั่วโลก ด้วยการให้คะแนน เว็บเพจ (แต่ละหน้าของแต่ละเว็บไซต์) ด้วย Algorithm ซึ่ง Google มีหลายตัวมาก ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะตัวที่น่าสนใจ ดังนี้ครับ


1. Google PageRank การให้คะแนนนั้น Google จะยึดตามความน่าเชื่อถือของหน้าเพจนั้นๆ ซึ่งจะมีความสลับซับซ้อนมาก Google จะดูหลายๆอย่างรวมกัน แต่สิ่งที่คนทำ SEO รู้กันอยู่ว่ามีความสำคัญมากคือ Backlink หรือการที่ในหน้าเว็บเพจอื่นๆมีลิ้งค์ที่ส่งผู้ชมมาที่หน้าเว็บเพจหนึ่ง ยิ่งมี Backlink มากหน้าเพจนั้น Google ก็จะให้ความสำคัญมาก และมากยิ่งไปกว่านั้นถ้า Backlink นั้นมาจากหน้าเพจที่มีเครดิตดีในสายตาของ Google ก็จะยิ่งได้รับความสำำคัญขึ้นไปอีก และอีกอย่างหนึ่งที่ Google ให้ความสำคัญมากคือ Backlink ที่มาจากหน้าเพจที่มีเนื้อหาสอดคล้องกัน



ดังนั้นการทำ SEO โดยการสร้าง Backlink จึงควรที่จะยึดหลักคือ
- สร้าง Backlink ให้มีมากๆเข้าไว้
- สร้าง Backlink จากหน้าเพจที่ มี เครดิตดีในสายตาของ Google หรือมี Page Rank สูงๆ
- สร้าง Backlink จากหน้าที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกัน


2. Google Panda เป็น Algorithm ที่ Google ทำขึ้นมาเพื่อดักจับเว็บไซต์คุณภาพต่ำที่ชอบไป Copy เนื้อหาของเว็บไซต์อื่นมาใส่ในเว็บไซต์ของตัวเอง ซึ่งแต่ก่อนมีหลายเว็บไซต์ที่ทำแบบนี้เพื่อทำ SEO และให้เว็บไซต์ของตัวเองมีอันดับสูงๆ และก็ได้ผล Google จึงต้องพัฒนา Algorithm ตัวนี้ขึ้นมาเพื่อหยุดยั้งนักฉกฉวยเหล่านี้ และสร้างความเป็นธรรมให้กับเว็บไซต์ที่ คิดสร้างสรรค์เนื้อหาขึ้นมาเอง



ดังนั้นการทำ SEO จึงควรมีการจัดทำเนื้อหาที่มีประโยชน์ของตัวเองขึ้นมาจะดีกว่า


3. Google TrustRank เป็น Algorithm ที่ Google ทำขึ้นมาเพื่อคัดแยกเว็บเพจคุณภาพต่ำหรือเว็บเพจที่สร้างขึ้นมาโดยไม่มีเนื้อหาน่าสนใจอะไรเลย เป็นการทำเพจขึ้นมาเพื่อทำ SEO เท่านั้น ซึ่งนักทำ SEO ทั้งหลายคงทราบดีว่า Google จะจัดอันดับเว็บเพจโดยดูจาก Backlink เป็นเรื่องสำคัญ ก็เลยจัดทำเว็บเพจมากมายเพื่อทำให้เกิดลิ้งค์เชื่อมโยงกันไปเรื่อยๆ หรือ Link Wheel และมุ่งไปยังเว็บไซต์ที่ต้องการทำอันดับใน Google  ดังนั้น Google จึงจัดทำ Google TrustRank ขึ้นมาเพื่อคัดแยกเว็บเพจขยะเหล่านั้นออก ทำให้การทำ Link Wheel โดยใช้เพจที่ไม่มีเนื้อหาอะไรเลยหรือเพจขยะ จะไม่ได้ผลอีกต่อไป



ดังนั้นการทำ SEO โดยสร้าง Backlink จึงควรทำจากเว็บเพจที่มีเนื้อหาสอดคล้องกันทั้งหมด


4. Google Freshness เพราะว่า Google รู้ดีว่าผู้ใช้ทั้งหลายต้องการค้นหาข้อมูลที่เป็นปัจจุบันมากที่สุด Google จึงพัฒนา Algorithm ตัวนี้ขึ้นมาเพื่อคัดกรองหน้าเพจที่ตรงกับการค้นหาของผู้ใช้และเป็นปัจจุบันมากที่สุด



ดังนั้นการทำ SEO จึงควรจะมีการอัยเดทเนื้อหาของเว็บไซต์อยู่ตลอดเวลา





Ple_Chokchai Follow me on Twitter!